1.1 พันลบ. ไทยเปิดเวทีเจ้าภาพ World Bank–IMF 2026 คุ้มค่าแค่ไหน?

efinAI
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและพลังงาน ประเทศไทยกำลังเลือก รุก มากกว่า รับ ด้วยการใช้เวทีเศรษฐกิจโลกเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ
สำหรับการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลกในปี พ.ศ. 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย และเป็นหลักฐานแห่งความมุ่งมั่นของไทยต่อการส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีและความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค โดยงานจะมีตั้งแต่วันที่ 12-18 ต.ค. 2569
โดยครั้งนี้ ไทยประกาศเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ซึ่งล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบกลาง 1,162 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2569 ซึ่งถือเป็นเวทีด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 180 กว่าประเทศทั่วโลก
การประชุม 2026 Annual Meetings จะเป็นเวทีแสดงถึงความมุ่งมั่นของไทยในด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และการเติบโตอย่างทั่วถึง เราตั้งตารอต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกให้มาสัมผัสอัธยาศัยไมตรีของไทย พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอนาคตของระบบการเงินโลกและการพัฒนา
และการที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในหลายมิติ ในระยะสั้น จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านภาคการท่องเที่ยว และการบริการ ในระยะกลาง และระยะยาว จะเป็นโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนให้มองเห็นความน่าสนใจของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ผ่านการสะท้อนศักยภาพ มาตรฐาน และความพร้อม ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง และบุคลากร
การกลับมาเป็นเจ้าภาพของกรุงเทพฯ
ในปี พ.ศ. 2534 ราชอาณาจักรไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลกเป็นครั้งแรก นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงบทบาทที่เติบโตขึ้นของประเทศบนเวทีเศรษฐกิจโลก และในอีกกว่า 30 ปีต่อมา การประชุมครั้งนี้ได้หวนกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี ความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนการเจรจาเศรษฐกิจโลกในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
2026 Annual Meetings สะท้อนถึงบทบาทใหม่ของไทยในฐานะเจ้าภาพอีกครั้ง สะท้อนถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง และความพร้อมในการอำนวยความสะดวกต่อความร่วมมือระดับสูงของประชาคมโลก

5 ประเด็นนี้ โจทย์บังคับ ของเวที IMF–World Bank 2026
ภายใต้เวทีการประชุมระดับโลกดังกล่าว ประเด็นหารือไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย แต่กำลังถูกกำหนดด้วย “โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก” ที่เริ่มชัดเจนขึ้นจากการประชุม Spring Meetings ก่อนหน้า โดยสำนักข่าว Bloomberg และศูนย์วิจัยนโยบายของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-CPR) ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในอย่างน้อย 5 มิติ 1.ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลายเป็นตัวแปรหลักของเศรษฐกิจโลก 2.ปัญหาหนี้สาธารณะที่โครงสร้างเดิมอาจไม่เพียงพอรองรับความผันผวน 3.บทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศอำนาจระดับกลางในโลกที่แบ่งขั้ว 4.การเติบโตของการเงินทางเลือกที่ท้าทายระบบธนาคารเดิม 5.การตั้งคำถามต่อการใช้ GDP เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ
5 ประเด็นจาก Bloomberg และ UNU-CPR จึงไม่ใช่เพียง เรื่องน่าจับตา แต่เป็นกรอบกำหนดทิศทางของเวที IMF–World Bank 2026 ซึ่งไทยในฐานะเจ้าภาพ มีโอกาสไม่เพียงร่วมวงสนทนา แต่ยังสามารถเสนอแนวทางในประเด็นที่ตนมีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านการเงินดิจิทัลและการยกระดับเสถียรภาพระบบการเงิน
ไทยส่งสัญญาณบนเวทีโลก
ในอีกด้านหนึ่ง บทบาทของไทยในเวทีโลกเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น โดยในช่วง Spring Meetings ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมเวที The Debate on the Global Economy กับผู้นำเศรษฐกิจระดับโลก ทั้ง IMF, ธนาคารกลางยุโรป ซาอุดีอาระเบีย และภาคเอกชนระดับโลก
สาระสำคัญที่ไทยสื่อออกไป คือ การยอมรับความท้าทายจาก วิกฤตพลังงาน ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าครองชีพ รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะ เงินเฟ้อสูง–เศรษฐกิจชะลอ หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากวิกฤตสู่โอกาส: เกมใหม่ของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้มองวิกฤตเป็นเพียงแรงกดดัน แต่เป็น จุดเร่ง ของการปฏิรูปเศรษฐกิจ รัฐบาลวางทิศทางชัดในการสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการเร่งปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
หนึ่งในแกนหลักคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และผลักดันพลังงานสะอาด เช่น โครงการโซลาร์รูฟท็อป ที่เปิดให้ภาคประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนสู่ระบบ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน
ประเทศไทยได้กำหนดแนวคิดหลักในฐานะประเทศเจ้าภาพ คือ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience โดยแนวคิดนี้สะท้อน New Horizons หรือขอบฟ้าใหม่ของไทย จากการเปลี่ยนแปลงตลอด 35 ปีที่ผ่านมา นับจากการเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ครั้งแรกในปี 2534 ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของการพัฒนา ไม่อาจวัดจาก การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่เข้มแข็งจากภายใน ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ในมิติของ Empowering People รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่า คน คือหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ เพราะคนที่เข้มแข็งจะเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และระบบเศรษฐกิจที่ดี จะต้องเป็นประโยชน์ และเกื้อหนุนประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ในมิติของ Building Resilience ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศใน ทุกมิติ เช่น เศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
สูตร 4T ฝ่าวิกฤตโลก
ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ไทยเลือกใช้กรอบนโยบาย 4T เป็นเครื่องมือหลัก ได้แก่
- Target: ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
- Transition: เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- Transform: ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
- Together: สร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามในการบริหารสมดุลระหว่าง การดูแลระยะสั้น และ การวางรากฐานระยะยาว
ธปท.ชูสร้าง ภูมิคุ้มกันใหม่
ขณะที่ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการหารือประเด็นความท้าทายทางเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยภาคการเงิน โดยธปท. เตรียมผลักดันแนวคิด Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) for Financial Wellbeing เพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันใหม่ ให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย มั่นคง และเข้าถึงได้ ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การลดภัยทุจริตทางดิจิทัล การเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาความพร้อมของระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชนทุกกลุ่ม
ขณะเดียวกันภัยทุจริตทางดิจิทัลเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะที่องค์ความรู้ งานวิจัย และแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิผล รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศยังมีอยู่อย่างจำกัด โดยไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียมีประสบการณ์และบทเรียนเชิงนโยบายที่สามารถต่อยอดสู่การกำหนดมาตรฐานสากลได้
โดยได้หารือร่วมกับ IMF และ World Bank Group เพื่อผลักดันแนวทางลดภัยทุจริตทางดิจิทัล ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ทั้งนี้ ในช่วงการประชุม IMF และ World Bank Group จะมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และทั่วถึง อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น และการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เจ้าภาพโลก มากกว่าแค่ภาพลักษณ์
สุดท้ายการเป็นเจ้าภาพ World Bank–IMF Annual Meetings 2026 ไม่ได้เป็นเพียง เกียรติยศ แต่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ นอกจากเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน ทั้งภาคโรงแรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการแล้ว เวทีดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ไทย
สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงิน ยกระดับบทบาทในเวทีนโยบายโลก ที่สำคัญคือ การใช้จังหวะนี้ เล่าเรื่องประเทศไทย ในมิติใหม่ ทั้งด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และศักยภาพของประเทศ

โจทย์ท้าทาย ทำอย่างไรให้ จบงานแล้วได้จริง
ในโลกที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่รวมถึง ความน่าเชื่อถือ และ บทบาทบนเวทีโลก การเป็นเจ้าภาพ World Bank–IMF 2026 คือโอกาสที่ไทยจะ ขยับตำแหน่ง ของตัวเองในระบบเศรษฐกิจโลก งบ 1.1 พันล้านบาท อาจไม่ใช่คำถามใหญ่เท่ากับว่า ไทยจะเปลี่ยนเวทีนี้ให้กลายเป็น จุดเริ่มต้นของการลงทุนและความร่วมมือระยะยาว ได้จริงหรือไม่เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของเจ้าภาพ ไม่ได้วัดที่จำนวนผู้เข้าร่วม หรือความเรียบร้อยของงาน แต่คือสิ่งที่ หลงเหลืออยู่หลังไฟเวทีดับลง
และคำถามสำคัญคือ ไทยพร้อมแค่ไหน กับการเปลี่ยนโอกาสครั้งนี้ ให้กลายเป็นการเติบโตในระยะยาว
Related Topics
Reported by

Pattraporn Kiattinant
News Editor, efinanceThai






