อว.ผนึกNIA ปั้นผู้นำจาก 5 ภาคแก้เกมโลกผันผวน ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่New Growth Engineประเทศ 

รูป อว.ผนึกNIA ปั้นผู้นำจาก 5 ภาคแก้เกมโลกผันผวน ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่New Growth Engineประเทศ 

efinAI


กระทรวง อว. และ NIA ชู 2 ทักษะผู้นำสำคัญต่อโลกยุคผันผวน  “มองอนาคต-คิดเชิงระบบ” ดึงผู้นำ 5 ภาคส่วน เอกชน รัฐ ทหาร การเมือง และสื่อ เข้าหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ปลดล็อกปัญหาคิดแบบไซโล ตั้งเป้า Sandbox เชื่อมนวัตกรรมจากงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย พลิกประเทศสู่การเติบโตยั่งยืน

โลกกำลังเผชิญความผันผวนรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสงครามเทคโนโลยี จึงเป็นที่มาของความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนา “ผู้นำ” ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ผู้นำที่รู้จักนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้รับมือกับวิกฤต สามารถก้าวผ่านความท้าทายด้วยทักษะผสมผสานหลากหลาย และสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศในยุคใหม่

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า ความท้าทายของโลกในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งวิกฤตพลังงาน สภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้น ทำให้ “นวัตกรรมเชิงนโยบาย (Policy Innovation)” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปภาครัฐและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยามวิกฤต ผู้นำยิ่งต้องมีบทบาทนำประเทศเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน

“เราต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง (Change Maker) เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ได้รอเรา ประเทศไทยจึงต้องมีคนที่พร้อมคิดใหม่ ทำใหม่ และขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริง”

PPCIL รุ่น 8 ดึง 83 ผู้บริหาร ข้ามรัฐ เอกชน ความมั่นคง การเมือง และสื่อ

NIA จึงออกแบบหลักสูตร PPCIL (Public and Private Chief Innovation Leadership) ที่ชู 2 ทักษะสำคัญ ได้แก่ “การมองอนาคต” และ “การคิดเชิงระบบ” ซึ่งถือเป็นทักษะที่ผู้นำในยุคโลกวิกฤตจำเป็นต้องมี โดยในปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 8 มีผู้บริหารรุ่นใหม่เข้าร่วมจำนวน 83 ราย จาก 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคความมั่นคง ภาคการเมือง และภาคสื่อสารมวลชน

เป้าหมายของหลักสูตรมุ่งพัฒนา “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่สามารถบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม การคิดเชิงอนาคต และการออกแบบนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง สิ่งสำคัญที่หลักสูตรเน้นย้ำจึงไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่คือ “กระบวนการคิดเชิงนโยบาย” และ “เครือข่ายความร่วมมือ” ที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“PPCIL ต้องการสร้างความร่วมมือเครือข่ายทุกภาคส่วนที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เพราะสิ่งที่หน่วยงานเดียวทำไม่ได้ลำพัง ต้องอาศัยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคความมั่นคง รวมถึงภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และผลักดันวาระสำคัญของประเทศ”

ครบเครื่อง Design Thinking ถึง Foresight

หัวใจสำคัญของหลักสูตรคือการนำนวัตกรรมมาเชื่อมกับการกำหนดนโยบาย (Innovation Policy) ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญของประเทศไทย นอกเหนือจากการพัฒนาสินค้าและบริการ หลักสูตรมุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อออกแบบนโยบายสาธารณะที่รองรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเปิดรับผู้นำตั้งแต่ระดับกลางจนถึงระดับสูง ที่มีบทบาทสร้างการขับเคลื่อนภายในองค์กร

“เรามองว่านวัตกรรมไม่ได้มีแค่สินค้าหรือบริการ แต่ต้องรวมถึงวิธีคิดใหม่ ๆ ในการทำนโยบาย การปรับ mindset และการสร้าง policy รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของประเทศ”

ตลอดระยะเวลา 11 สัปดาห์ ผู้เรียนจะได้ศึกษาเครื่องมือและแนวคิดที่จำเป็นต่อการสร้างนโยบาย เช่น ออกแบบกระบวนการคิด( Design Thinking), วางแผนโมเดลธุรกิจ ( Business Concept Canvas), การมองอนาคตผ่านเครื่องมือ (Foresight) รวมถึงการวิเคราะห์และออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรม นอกจากนี้ ผู้เรียนยังจะได้ฝึกตั้งโจทย์นโยบาย ทำความเข้าใจปัญหาอย่างเป็นระบบ เรียนรู้การเห็นอกเห็นใจ ( Empathy)  และ การสร้างความร่วมมือ ( Engagement)  กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงเข้าใจว่าจะออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จได้อย่างไร

เครือข่ายผู้นำกว่า 600 คน: Ecosystem ขับเคลื่อนไทยสู่ยุคใหม่

ปัจจุบันหลักสูตร PPCIL มีผู้ผ่านการอบรมแล้วกว่า 580 คน และเมื่อรวมรุ่นปัจจุบันจะมีเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 600 คน ศิษย์เก่าหลายคนก้าวไปสู่ตำแหน่งระดับผู้บริหารและผู้นำองค์กรในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ธนาคารกลาง และองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อย่างกลุ่ม ปตท. รวมถึงบางส่วนดำรงตำแหน่งรองอธิบดี รองผู้ว่าการ หรือผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานต่าง ๆ

“หลักสูตรนี้ไม่ได้สัญญาว่าเรียนแล้วจะได้โปรโมตทันที แต่จะทำให้ผู้เรียนมีคุณสมบัติพร้อมก้าวสู่ผู้นำยุคการเปลี่ยนแปลง PPCIL ไม่ได้เป็นเพียงหลักสูตร แต่เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ของคนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย”

นวัตกรรม: Growth Engine ใหม่ของประเทศไทย

ในปีนี้ หลักสูตรได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับนโยบายเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยมีการย้ำว่า “การเปลี่ยนแปลง” และ “การปรับตัว” เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ ขณะที่นวัตกรรมจะเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ Growth Engine ของไทย

จุดเด่นของ PPCIL คือการให้ผู้เรียนจัดทำข้อเสนอนโยบายเชิงนวัตกรรม โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การศึกษา การยกระดับทักษะ (Reskill/Upskill) การพัฒนา SME การสร้าง Growth Engine ใหม่ และข้อเสนอเชิงนโยบายรูปแบบใหม่

“ข้อเสนอนโยบายจากหลักสูตรหลายเรื่องถูกนำไปใช้หรือผลักดันต่อโดยหน่วยงานสำคัญ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวง อว. รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อนว่าหลักสูตรไม่ได้หยุดอยู่เพียงห้องเรียน แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การใช้งานจริง”

ปิด 2 จุดอ่อนไทย: Synergy และ Engagement ข้ามภาคส่วน

หลักสูตรนี้มีเป้าหมายสำคัญในการปลดล็อกปัญหาใหญ่ 2 ประการ ได้แก่ การขาดการทำงานแบบบูรณาการ (Synergy) ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และการขาดความร่วมมือเชื่อมโยงข้ามกระทรวงและหน่วยงาน (Engagement) ซึ่งเกิดจากการขาดการรับฟัง การเชื่อมโยง และความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

“หลักสูตรนี้พยายามสร้างให้คนมาช่วยกันคิดอย่างเป็นระบบ ทำ Engagement กับผู้เกี่ยวข้อง และออกแบบนโยบายที่ใช้ได้จริง โดยอาศัยเครือข่ายจากหลากหลายอาชีพ รวมถึงภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันวาระสาธารณะ”

NIA ปั้น Sandbox นำนวัตกรรมจากงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

NIA มีแนวทางพัฒนากลไกขับเคลื่อนความร่วมมือ โดยส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน รูปแบบการทำงาน บุคลากร และเครือข่าย มาเป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) สำหรับนโยบายและแนวคิดที่เกิดขึ้นจากหลักสูตร ทั้งนี้ ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 11 สัปดาห์ หากมีแนวคิดหรือนโยบายที่พร้อมทดลองขับเคลื่อน ก็สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

“กลไกของ NIA ทั้งเงินทุน บุคลากร และเครือข่าย พร้อมเป็นพื้นที่ให้ทดลองขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้จบหลักสูตร พร้อมเมื่อไหร่ก็ขับเคลื่อนร่วมกันได้”

รมว. อว. ชี้ System Thinking กุญแจสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยแนวคิดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง

รัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking สู่ System Thinking ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัดก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ โดยระบุว่า “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้นวัตกรรมเติบโตได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การพัฒนาหลักสูตรผู้นำต้องมีการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา มีกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงสู่ตลาดในระดับสากล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอย่างด้านสุขภาพและการแพทย์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวสู่ความเป็นผู้นำระดับโลก

“ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนจึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย และตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการกล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก”

ดร.สุเมธ ย้ำ “ผู้นำยุคใหม่” ต้องน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง วางสมดุลพัฒนาโลกใหม่ 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า นิยามของ “ผู้นำ” ในโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผู้นำยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ผู้บริหารจัดการ แต่ต้องเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่มีวิสัยทัศน์และกล้าขับเคลื่อนสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม สิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบายคือการมองภาพรวมทั้งระบบโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และอาศัยพลังของเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยใครเพียงคนเดียว

“หลักสูตร PPCIL เปรียบเสมือนพื้นที่บ่มเพาะและพัฒนาผู้นำให้เพียบพร้อมด้วยความคิดเชิงนวัตกรรมและความเข้าใจเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอน ขอฝากให้ผู้นำทุกท่านน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กำกับการตัดสินใจ ความพอเพียงไม่ใช่การหยุดพัฒนา แต่คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต”

Related Topics

อว.ผนึกNIA ปั้นผู้นำจาก 5 ภาคแก้เกมโลกผันผวน ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่New Growth Engineประเทศ