สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 22 พ.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 63.00 บาท | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 62.00 บาท | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 61.00 บาท | | บล.บัวหลวง | BUY | 60.00 บาท | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 59.00 บาท | สรุปปัจจัยบวก+ แนวโน้มกำไรหลักในไตรมาส 2/69 (2Q26) คาดว่าจะยังคงเติบโต YoY ได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น (GM) ของ 7-Eleven รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัด วันหยุดยาว และการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ) + โครงสร้างข้อตกลงกับคู่ค้า (Supplier) ที่อิงกับเปอร์เซ็นต์อัตรากำไรขั้นต้น (%GPM) ทำให้เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มขนาดหนี้ต่อใบเสร็จ (Ticket size) และมูลค่าการขาย ซึ่งส่งผลดีต่อกำไรและช่วยผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ โดยอินฟเลชันมีความสัมพันธ์กับ SSSG สูงถึง 0.8 (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ) + การดำเนินกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง (High Margin) เช่น กลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (RTE), อาหารพรีเมียม, สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้า รวมถึงการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ) + ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในช่วง QTD (ไตรมาสปัจจุบันนับจากต้นไตรมาส) ยังคงรักษาทิศทางการเติบโตเป็นบวก YoY ไว้ได้ (บล.ทิสโก้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ) + การเดินหน้าขยายสาขาในประเทศตามเป้าหมายปี 2569 ที่ 700 สาขา (โดยไตรมาส 1/69 เปิดไปแล้วสุทธิ 139 สาขา) ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) (บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + มีมาตรการลดผลกระทบด้านต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการปรับปรุงเส้นทางขนส่ง/โลจิสติกส์ และการควบคุมการใช้ไฟฟ้าภายในร้าน (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ) + แผนการออกหุ้นกู้มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท (อัตราดอกเบี้ย 2.53-2.73%) เพื่อทำการรีไฟแนนซ์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนทางการเงินหรือดอกเบี้ยจ่ายได้ราว 200 ล้านบาทต่อปี (บล.เคจีไอ) + ผลกระทบจากการปิดร้านค้าเกือบครึ่งหนึ่งจากประมาณ 110 สาขาในประเทศกัมพูชาช่วงไตรมาส 1/69 มีผลจำกัดต่อรายได้รวมเนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.6% ของสาขาทั้งหมด โดยมีแผนแก้เกมด้วยการขยายสาขาตามแนวชายแดนและสปป.ลาว เพิ่มเติมแทน (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดย บล.ดาโอฯ ประเมินกำไรปี 2569-2570 ไว้สูงถึง 3.3 - 3.5 หมื่นล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6 - 18% YoY และมีโอกาสทำระดับสูงสุดใหม่ (New High) (บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + การขออนุมัติผู้ถือหุ้นนำบริษัทย่อย 3 แห่งเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ช่วยเพิ่มโอกาสในการจับมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ในอนาคต (บล.ทิสโก้) สรุปปัจจัยลบ- ความกังวลต่อภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนแอและเซนติเมนต์การใช้จ่ายที่ยังไม่ฟื้นตัว ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือน เม.ย. 69 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 50.6 จาก 51.8 ในเดือน มี.ค. 69 (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ) - แรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 2/69 ทั้งค่าไฟฟ้า และราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นแล้ว 12 บาทตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. โดยต้นทุนโลจิสติกส์และสาธารณูปโภคคิดเป็นสัดส่วนราวอย่างละ 2% ของยอดขาย (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ) - ผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันดีเซลและค่าไฟ โดยหากราคาดีเซลเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 บาท จะฉุดให้ยอดขายลดลง 15bps และอาจกระทบต่อกำไรสุทธิราว 4-6% (หากไม่รวมมาตรการบรรเทา) ขณะที่ค่าไฟหากปรับขึ้น 15% ในเดือน มิ.ย. จะกดดันให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกราว 100 ล้านบาท (บล.ทิสโก้) - มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ "ไทยช่วยไทยพลัส" (แจกเงิน 1,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 4 เดือน ให้กับกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน และประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน ช่วง มิ.ย.-ก.ย. 69) อาจกดดันยอด SSSG ของบริษัท เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้จ่ายกับร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) มากขึ้น เหมือนช่วงโครงการคนละครึ่งในอดีตที่ฉุด SSSG ของ CPALL ในไตรมาส 4/68 ลงไปอยู่ที่ -2.0% (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) - การออกนวัตกรรมและสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจสร้างผลกระทบในลักษณะแย่งยอดขายกันเอง (Cannibalization) กับสินค้ากลุ่มเดิมที่มีอยู่บางส่วน (บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|