SCGP คาด Q2/69 ยอดขายฟื้นตัว ดันรายได้ปีนี้ทะลุเป้า 1.3 แสนลบ.- แย้มชะลอแผนตั้งโรงงานในสหรัฐฯ

รูป SCGP คาด Q2/69 ยอดขายฟื้นตัว ดันรายได้ปีนี้ทะลุเป้า 1.3 แสนลบ.- แย้มชะลอแผนตั้งโรงงานในสหรัฐฯ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 เม.ย. 69 16:04 น.

SCGP คาด Q2/69 ยอดขายฟื้นตัว รับปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตามต้นทุนและธุรกิจในอินโดนีเซียดีกว่าคาด ดันรายได้ปีนี้ทะลุเป้า 1.3 แสนลบ. พร้อมแย้มชะลอแผนตั้งโรงงานบรรจุภัณฑ์ในสหรัฐฯ

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยภายในงาน “SCGP แถลงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ของปี 69” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

แนวโน้มธุรกิจปี 69

แนวโน้มผลประกอบการช่วงไตรมาส 2/69 คาดปริมาณขายจะฟื้นตัว เนื่องจากความต้องการในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากวันหยุดน้อยลงกว่าช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ประกอบกับคาดว่าราคาขายจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง รวมถึงคาดผลการดำเนินงานของธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียจะออกมาดีกว่างวดไตรมาส 1/69 และราคาเยื้อกระดาษที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตามภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะยังเติบโตได้ โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน

เตรียมงบลงทุนปีนี้รวม 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตและการทำดีล M&P มูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท และใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและกำลังการผลิตมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทใช้งบลงทุนไปแล้วราว 1,136 ล้านบาท

มั่นใจรายได้ทั้งปีนี้จะทำได้มากกว่าเป้าหมายที่ไว้ 1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาขายบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับคาดว่าปีนี้ธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียจะดีกว่าแผนงานและถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) เร็วกว่าคาด ซึ่งจะสามารถผลักดันให้ยอดขายปีนี้ปรับตัวดีขึ้น

ส่วนด้านกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) คาดทำได้ตามเป้าที่วางไว้ปีนี้ที่ 18,300 ล้านบาท หลังคาดว่าในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้จะยังคงรักษาระดับการเติบโตใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/69 ที่ทำได้ราว 4,600 ล้านบาท


กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ

ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิดและเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

พร้อมกันนี้ SCGP มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก

นอกจากนี้ยังคงพัฒนาองค์กรให้มีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยบุคลากรคุณภาพ ผ่านการเสริมสร้างธรรมาภิบาล การพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจและการดำเนินงาน ไปพร้อมกับการใช้ระบบอัตโนมัติ ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันบริษัทฯ บูรณาการแนวทางความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ 35% ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 73 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 93


ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

คาดว่าผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน จะทำให้ความต้องการของลูกค้าอาจชะลอตัวลงคิดเป็นความเสี่ยงประมาณ 2-4% ของยอดขายรวม ซึ่งจะกระทบในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้

ด้านต้นทุนและราคาขาย SCGP เดินหน้าบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่วนราคาขายคาดว่าจะปรับตัวขึ้น จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง ส่วนในเรื่องของความสามารถในการทำกำไร บริษัทฯ ขับเคลื่อนองค์กรที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง บริหารพอร์ตโฟลิโออย่างมีวินัย

นอกจากนี้สำหรับแผนการตั้งโรงงานบรรจุภัณฑ์แบบแข็ง (Rigid Packaging) ในสหรัฐฯ ทาง SCGP ตัดสินใจพักแผนการลงทุนดังกล่าวเอาไว้ก่อน เนื่องจากสถานการณ์ในสหรัฐฯมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ประกอบกับผลการศึกษาพบว่าการส่งออกสินค้าจากฐานผลิตในไทยและเวียดนามไปยังสหรัฐฯยังมีความคุ้มค่ามากกว่าการเข้าไปลงทุนสร้างฐานผลิตเอง เนื่องจากค่าครองชีพและต้นทุนในสหรัฐฯที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามทางทีมผู้บริหารมีกำหนดการเดินทางไปยังสหรัฐฯในสัปดาห์หน้า และจะนำความคืบหน้ามาแจ้งอีกครั้งในไตรมาสถัดไป


Related Topics

Reported by

Pariwat Hinploy

Pariwat Hinploy

Senior Reporter, efinanceThai