สหรัฐฯ ขู่เก็บภาษีนำเข้า 60 ประเทศ รวมไทย สูงสุด 12.5% ฐานล้มเหลวแก้ปัญหาแรงงาน

รูป สหรัฐฯ ขู่เก็บภาษีนำเข้า 60 ประเทศ รวมไทย สูงสุด 12.5% ฐานล้มเหลวแก้ปัญหาแรงงาน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มิ.ย. 69 11:10 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ เสนอจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 60 ประเทศ ในอัตราสูงสุด 12.5% โดยให้เหตุผลว่า ประเทศในกลุ่มนี้ไม่สามารถควบคุมการผลิตสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับ (Forced labour) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่บรรดาคู่ค้าของสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เผยเมื่อวันอังคาร (2 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า มาตรการดังกล่าวเป็นผลมาจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลสหรัฐฯ นำมาใช้แทนมาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 ที่ถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิกถอนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 ก.พ. จะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค. โดยวันที่ประกาศใช้มาตรการดังกล่าวตรงกับวันที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเพิกถอนภาษีหลายรายการที่ทรัมป์ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10% สำหรับสินค้าจากแคนาดา, เอกวาดอร์, สหภาพยุโรป, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, มาเลเซีย, ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร โดยให้เหตุผลว่า ประเทศเหล่านี้มีมาตรการบางส่วนในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการภายใต้ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน USTR เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 12.5% กับอีก 45 ประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ล้มเหลวทั้งในการออกคำสั่งห้ามและไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บราซิล และเวียดนาม

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่า “ความล้มเหลวของคู่ค้ารายสำคัญของเราในการจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้” พร้อมระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานอเมริกัน

ทั้งนี้ USTR จะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอภาษีดังกล่าวและมาตรการอื่น ๆ จนถึงวันที่ 6 ก.ค. และจะเปิดรับฟังความเห็นในวันที่ 7 ก.ค.

อย่างไรก็ตาม ภาษีชุดใหม่ยังมีข้อยกเว้น รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีความมั่นคงแห่งชาติตามมาตรา 232 อยู่แล้ว เช่น รถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และผลิตภัณฑ์ทองแดง และไม่ครอบคลุมสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่เป็นไปตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แม้หลายประเทศจะมีกฎหมายห้ามใช้แรงงานบังคับ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานดังกล่าวยังคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ขณะที่ภาคธุรกิจระบุว่า มาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ ยิ่งสร้างความสับสนให้กับบริษัทในการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า

ฝ่ายประเทศคู่ค้า มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า แคนาดามีเป้าหมายสอดคล้องกับสหรัฐฯ ในการขจัดการใช้แรงงานบังคับ แต่สินค้าของแคนาดาส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองจากภาษีใหม่ผ่านข้อยกเว้นต่าง ๆ

ขณะที่ คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่า มาตรการภาษีดังกล่าวไม่มีความชอบธรรม พร้อมย้ำข้อตกลงการค้าที่ทำไว้กับสหรัฐฯ เมื่อปีก่อน ซึ่งกำหนดเพดานภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากสหภาพยุโรปไว้ที่ 15%

ทางด้าน เฮเลน เดอ เรนแฌร์ฟ เจ้าหน้าที่หน่วยงาน Human Rights Watch กล่าวว่า “ปัญหาแรงงานบังคับเกิดขึ้นในทุกประเทศและทุกอุตสาหกรรม ไม่มีประเทศใดได้รับการยกเว้น แม้แต่สหรัฐฯ เองก็ตาม แต่การเลือกเจาะจงบางประเทศโดยพิจารณาจากปริมาณการค้าเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่น่ากังขา และอาจทำให้ผลที่ตามมาแย่ลงกว่าเดิมแทนที่จะแก้ปัญหา”

ที่มา Reuters

ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai