| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 28-29 พ.ค.69 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 14.00 | | บล.โกลเบล็ก | ซื้อ | 13.30 | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 12.90 | | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเก็งกำไร | 12.30 | | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 11.20 | | บล.เอเซีย พลัส | ซื้อ | 11.00 | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 11.00 | สรุปปัจจัยบวก + + ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดแล้วใน 1Q69 และจะฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องใน 2Q69 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) ที่คาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่งกว่าครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.โกลเบล็ก) + ผู้ป่วยต่างชาติตะวันออกกลางฟื้นตัวเด่น โดยเฉพาะกลุ่ม UAE และกาตาร์ ที่เข้ามาเป็นฐานลูกค้าใหม่และเติบโตสูงถึง 285.9% - 437.8% YoY รวมถึงคนไข้ชาวอเมริกันพำนักในไทย (EXPAT) และกลุ่มคูเวตเงินสด นอกจากนี้ยังมี Pent-Up Demand หลังสิ้นสุดเทศกาลรอมฎอนและสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ, บล.โกลเบล็ก) + ผู้ป่วยในประเทศ (คนไข้เงินสด) ฟื้นตัวดีในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดโรคระบาดตามฤดูกาล เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ และโควิด-19 (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ) + กลุ่มประกันสังคม (SSO) แข็งแกร่งและมี Catalyst หนุน คาดว่าจะมีการรับรู้รายได้พิเศษจากโครงการ 26 โรคเรื้อรัง ราว 70 - 80 ล้านบาทใน 2Q69 และมีโอกาสปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาล/ค่าเหมาจ่ายรายหัว (Capitation rate) ในช่วง 2H69 หลังจากไม่ได้ปรับมานาน 4 ปี ซึ่งหากปรับขึ้นเฉลี่ย 15% จะช่วยเพิ่มรายได้รวมได้ไม่น้อยกว่า 5% (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.โกลเบล็ก) + คาดการณ์การจ่ายเงินปันผลพิเศษ โดยบริษัทมีแผนจ่ายเงินปันผลพิเศษงวด 1H69 จากกำไรสะสมที่มีอยู่ราว 8 พันล้านบาท ช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน (บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) + การบริหารจัดการต้นทุนทำได้ดีขึ้น ค่าใช้จ่าย SG&A/Sales มีแนวโน้มลดลงใน 2Q69 เนื่องจากไม่มีค่าโบนัสพนักงาน (ราว 5 ล้านบาท) และค่าซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ลดลง ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ฟื้นตัว (บล.เอเซีย พลัส) + การเติบโตระยะยาวจากการเปิดโรงพยาบาลใหม่ ได้แก่ เกษมราษฎร์ ระยอง (คาดเปิด 4Q70) และเกษมราษฎร์ สุวรรณภูมิ (คาดเปิด 1Q71) รวมถึงโรงพยาบาลที่เวียงจันทน์ได้รับใบอนุญาตศูนย์ปลูกถ่ายไตอย่างเป็นทางการแล้ว (บล.ทรีนีตี้) + ประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของกลุ่มที่คงเป้าเติบโต นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 อยู่ในช่วง 1,223 - 1,428 ล้านบาท (เติบโต -2.7% ถึง +8% YoY) ขณะที่ผู้บริหารยังคงเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตระดับเลขหลักเดียวช่วงกลาง (Mid-Single Digit หรือราว 5-6%) (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ, บล.โกลเบล็ก) สรุปปัจจัยลบ - - ผลการดำเนินงาน 1Q69 และเมษายน 2569 อ่อนแอ โดยได้รับแรงกดดันจากวันหยุดยาวหลายวัน ภาระค่าครองชีพครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ) - ผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ที่ยืดเยื้อส่งผลให้รายได้จากคนไข้กัมพูชาลดลงอย่างมาก กระทบโดยตรงต่อโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อรัญประเทศ และสาขาในกรุงเทพฯ (บล.ทรีนีตี้) - ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกดดันกลุ่มคนไข้เงินสด ส่งผลให้บางโบรกเกอร์ต้องปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2569 ลงราว 9% มาอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท (Flat YoY) เพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (บล.ทรีนีตี้) - ปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพอากาศและการระบาดของโรค จำนวนผู้ป่วยและโรคระบาดในแต่ละปีมีความผันแปร ไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาและอัตราค่ารักษาพยาบาล (บล.ทรีนีตี้) - การแข่งขันที่รุนแรง เผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคาและบริการจากโรงพยาบาลคู่แข่งในบริเวณใกล้เคียง (บล.ทรีนีตี้) - ความเสี่ยงเชิงนโยบายและความมั่นคง ความเสี่ยงจากการชำระเงินของสำนักงานประกันสังคม (SSO), ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองไทยรอบใหม่ และเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ (บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |