| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านเห็นชอบในร่างข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงออกไป 60 วัน ขณะที่นักลงทุนซึมซับข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญ โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนเม.ย. พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,668.97 จุด เพิ่มขึ้น 24.69 จุด (+0.05%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,563.63 จุด เพิ่มขึ้น 43.27 จุด (+0.58%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,917.47 จุด เพิ่มขึ้น 242.74 จุด (+0.91%) ดัชนีดาวโจนส์ย่อตัวลงในระหว่างวัน ก่อนขยับขึ้นมาบวกเล็กน้อยในช่วงบ่ายและปิดทำสถิติสูงสุดเช่นกัน หลังมีรายงานเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิง โดยรายละเอียดระบุว่า ยังคงต้องรอการอนุมัติจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่สำนักข่าวทาสนิมของอิหร่านระบุว่า เนื้อหาในร่างบันทึกความเข้าใจ (MoU) ยังไม่มีการสรุปหรือยืนยันอย่างเป็นทางการ เจมี ค็อกซ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของ Harris Financial Group กล่าวว่า นักลงทุนพร้อมตอบสนองต่อกระแสข่าวของข้อตกลงที่เปลี่ยนแปลงไปมาทันที และเลือกที่จะเข้าซื้อเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสหากผลลัพธ์ออกมาดีกว่าคาด แต่สิ่งที่ยากกว่าคือแรงกดดันจากเงินเฟ้ออาจไม่ลดลงได้เร็วอย่างที่ตลาดต้องการ นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวในกลุ่ม AI รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นในช่วงนี้ แม้จะมีสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางก็ตาม จิทาเนีย คานธรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน กลุ่มโซลูชันและ multi-assets ของ Morgan Stanley Investment Management กล่าวว่า ตลาดเลือกที่จะมองข้ามความเสี่ยงเหล่านี้เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดี นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้จ่ายในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เทคโนโลยีการป้องกันประเทศ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยตอกย้ำแนวโน้มการลงทุนในระยะยาว สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด อัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบสามปี โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2023 โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางสงครามในอิหร่าน ขณะเดียวกัน ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% เมื่อคิดเป็นอัตราเฉลี่ยรายปี และคาดว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสนี้ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ใน S&P500 ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นำโดยหุ้น Eli Lilly ที่พุ่งขึ้น 4% หลังจาก CVS Health ประกาศบรรจุ Zepbound ยาฉีดลดน้ำหนักของบริษัท กลับเข้าสู่ระบบเคลมประกันสุขภาพอีกครั้ง รวมถึงเพิ่ม Foundayo ยาลดความอ้วนชนิดเม็ดตัวใหม่ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติ เข้าไปในบัญชียาที่ได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน - หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้น Microsoft บวก 3.5% หลังเว็บไซต์ข่าว The Information รายงานว่าบริษัทมีกำหนดเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการเขียนโค้ดรุ่นใหม่ในสัปดาห์หน้า - หุ้น Marvell Technology พุ่งขึ้น 3% หลังจาก UBS ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 195 ดอลลาร์ เป็น 230 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวแล้วในปีนี้ - หุ้น Snowflake ทะยาน 36% หลังจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลแห่งนี้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ประจำปี และประกาศข้อตกลงด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์ กับ Amazon Web Services เป็นเวลา 5 ปี ขณะที่หุ้นกลุ่มเดียวกัน Datadog และ MongoDB ปรับตัวขึ้นเช่นกัน - หุ้น Dollar Tree บริษัทค้าปลีกสินค้าราคาประหยัด พุ่งเกือบ 18% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปี ขณะที่หุ้น Best Buy ผู้จำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พุ่ง 15.8% หลังจากคาดการณ์ยอดขายในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ - หุ้นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตโดรนขยับขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่บริษัทผู้ผลิตโดรน ส่งผลให้หุ้นของ Unusual Machines พุ่งเกือบ 11% ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,200 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 19,030 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.74 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 526 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 99 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 3,114 ตัว และหุ้นลบ 1,728 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.8 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 18 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 10 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 127 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 65 ตัว ที่มา Reuters ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |