| รมว.คลัง สั่งสรรพสามิต ทบทวนโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ หลังติดขัดรายละเอียดหลายเรื่อง พร้อมยันกู้เงิน 4 แสนลบ. รับวิกฤตปากท้อง ย้ำเป็นความมั่นคงเศรษฐกิจ เร่งเยียวยาก่อนกระทบหนัก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีรถเก่าแลกรถใหม่ ที่อาจติดขัดในเรื่องของรายละเอียดที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ว่า ขณะนี้ยังมีเวลา และได้มอบหมายให้ กรมสรรพสามิต ไปดำเนินการพิจารณาต่อ ทั้งนี้ วานนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดของโครงการ แต่ยังติดอุปสรรคหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการประเมินราคารถเก่า ซึ่งทำได้ยาก เนื่องจากรถแต่ละคันมีสภาพและมูลค่าแตกต่างกัน หากกำหนดราคากลาง เช่น 50,000–60,000 บาท อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ทั้งกรณีตีราคาต่ำเกินไปสำหรับรถสภาพดี หรือสูงเกินไปสำหรับรถที่มีมูลค่าน้อย นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีการแยกชิ้นส่วนรถทั้งคันอย่างชัดเจนว่าเป็นเศษเหล็กหรือชิ้นส่วนที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้การวางหลักเกณฑ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เศษเหล็ก , แบตเตอรี่ เป็นต้น “การกำหนดเกณฑ์ก็ยังเป็นเรื่องยาก เช่น กรณีรถเก่าที่สภาพยังดี กับรถที่เป็นซาก จะใช้เกณฑ์ราคาเดียวกันไม่ได้ จึงไม่ต้องการให้โครงการออกมาโดยขาดความชัดเจน ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม และอาจมีข้อเสนอใหม่ที่เหมาะสมกว่าการทำโครงการในรูปแบบเดิม”นายลวรณ กล่าว ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 173 ในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยืนยันว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท นั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และพิจารณาใน ครม.อย่างรอบคอบ และหากไม่ทำวันนี้ วิกฤตจะมาหลายระลอก “วันนี้ เป็นเรื่องของวิกฤตปากท้องประชาชน เพราะฉะนั้นคิดว่าทั่วโลกเจอวิกฤตเช่นเดียวกัน และทุกประเทศ มีความรับผิดชอบที่ต้องดูแลเรื่องของปากท้องประชาชน และผมเห็นว่าหลายอันเอาไปเทียบกับในอดีต ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตในปี 2540 ต้องเรียกว่า ครั้งนั้นเป็นวิกฤตค่าเงิน แบงก์ล้ม แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันเลย วิกฤตครั้งนี้ เป็นวิกฤตเรื่องค่าครองชีพ วิกฤตปากท้องประชาชน ผมคิดว่า ปากท้องประชาชน ที่พุ่งขึ้นทั้งโลก ไม่ใช่แค่เมืองไทย เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”นายเอกนิติ กล่าว วิกฤติครั้งนี้มันเกิดจากวิกฤตสงครามซึ่งเป็นระลอกที่ 1 ส่วนระลอกที่ 2 คือมาถึงวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมัน ส่วนระลอกที่ 3 คือ วิกฤตต้นทุน วันนี้เห็นแล้วว่าเงินเฟ้อเริ่มพุ่งขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตนี้ ตั้งแต่วันนี้ แล้วรอให้เกิดปัญหา ค่าครองชีพของคนสูงขึ้น รายได้ของคนหดตัว ธุรกิจรายเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองจะถูกกระทบอย่างรุนแรง จะกลายเป็นวิกฤตในเรื่องของคนตกงาน และธุรกิจรายเล็กรายน้อยจะถูกกระทบก่อน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ถ้าเราปล่อยให้วิกฤตมันเกิดขึ้น นานขึ้นจะยิ่งแก้ยาก ยืนยันว่า เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่จำเป็นต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน วันนี้ พระราชกำหนดได้ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยมีผลบังคับใช้แล้วเรียบร้อย และรัฐบาลจะเดินหน้าต่อ ส่วนวงเงิน 400,000 ล้านบาทนั้น โดย 200,000 ล้านบาทแรกจะใช้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับปากท้องประชาชน และ 200,000 ล้านบาทหลังจะใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ว่า การช่วยเยียวยาและช่วยเปลี่ยนผ่านได้ด้วย ทำให้สามารถกลับมาเข้มแข็งได้หลังวิกฤตไม่ดีกว่าหรือ ในเรื่องการบรรเทาผลกระทบ และทำให้เขากลับมาแข็งแรงขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นการช่วยประชาชน “วันนี้ ชัดเจน ว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยง ในเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าคนอื่น เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานในระดับสูง ดังนั้นเราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน ลดผลกระทบประชาชน ไม่เช่นนั้นเราพึ่งพาน้ำมันมาก น้ำมันต้องนำเข้า วิกฤตพลังงานไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ มันจะกลับมากระแทกเราอีกหลายระลอก กระทบประชาชนหลายระลอก ผมว่า ประชาชนเดือดร้อน อันนี้คือวิกฤตปากท้อง”นายเอกนิติ กล่าว |