“บูทิค คอร์ปอเรชั่น (BC)” ชู “Franchise โมเดล” พลิกเกมโรงแรม SEA คุมต้นทุน–ยกระดับผลกำไร พร้อมขยาย TPO ภูมิภาค บนเวที “MTE HCMC 2026” เวียดนาม

รูป “บูทิค คอร์ปอเรชั่น (BC)” ชู “Franchise โมเดล” พลิกเกมโรงแรม SEA คุมต้นทุน–ยกระดับผลกำไร พร้อมขยาย TPO ภูมิภาค บนเวที “MTE HCMC 2026” เวียดนาม

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 เม.ย. 69 16:55 น.

“บูทิค คอร์ปอเรชั่น (BC)” ชู “Franchise โมเดล” พลิกเกมโรงแรม SEA คุมต้นทุน–ยกระดับผลกำไร พร้อมขยาย TPO ภูมิภาค บนเวที “MTE HCMC 2026” เวียดนาม


บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC เปิดมุมมองสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลที่เน้น “ประสิทธิภาพ” ควบคู่กับ “การบริหารผลตอบแทน” มากขึ้น สะท้อนผ่านเวทีเสวนาระดับภูมิภาค “UNLOCKING FRANCHISE POTENTIAL FOR VIETNAM” ภายในงาน Meet The Experts: The Most Vibrant Conference for Hospitality & Real Estate in the Region (MTE HCMC 2026) ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม


นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC กล่าวว่า อุตสาหกรรมโรงแรมกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากโมเดลสัญญาจ้างบริหาร (Management Agreement) ไปสู่โมเดลแฟรนไชส์ (Franchise) ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของโครงการสามารถควบคุมต้นทุน และกำกับผลกำไรขาดทุน (P&L) ได้ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันยังสามารถเข้าถึงระบบการจอง เทคโนโลยี และความแข็งแกร่งของแบรนด์โรงแรมระดับโลก


โมเดลแฟรนไชส์มีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับรูปแบบดั้งเดิม โดยค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่ผูกกับรายได้จากห้องพัก (Room Revenue) เท่านั้น และไม่รวมรายได้จากอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage: F&B) หรือค่าธรรมเนียมตามผลกำไร (Incentive Fee) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารอัตรากำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น


ทั้งนี้ บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีบทบาทในการบริหารจัดการโรงแรมให้กับเจ้าของโครงการในฐานะผู้ให้บริการบริหารจัดการโรงแรมอิสระ (Third-party Operator : TPO) ภายใต้ความร่วมมือกับเครือโรงแรมระดับโลกอย่างแอคคอร์ (Accor) จึงสามารถนำโมเดลแฟรนไชส์มาใช้ได้อย่างยืดหยุ่นและเป็นตามมาตรฐานสากล


“จากประสบการณ์ในการบริหารโรงแรมเมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง เจอร์นีย์ฮับ (Mercure Phuket Patong Journeyhub) ซึ่งปรับจากโรงแรมอิสระเข้าสู่แบรนด์ Mercure เป็นการสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวผ่านมาตรฐานแบรนด์ระดับสากล ช่วยเสริมการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (Average Daily Rate: ADR) เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สะท้อนศักยภาพของโมเดลแฟรนไชส์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว” นายปรับชะรันซิงห์ กล่าว


สำหรับตลาดเวียดนาม ถือเป็นหนึ่งในตลาดดาวรุ่งของภูมิภาค ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้โมเดลแฟรนไชส์ โดยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% เทียบกับตลาดพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนสูงถึง 70–80% สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับ Economy, Mid-scale และ Select Service ที่ตรงกับโครงสร้างดีมานด์ของตลาด


อย่างไรก็ดี ภายใต้ภาวะต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาโครงการจาก “ห้องพัก” ไปสู่ “จุดหมายปลายทาง” (Destination) ที่สร้างรายได้จากหลายช่องทางและใช้งานได้ตลอดทั้งปี โดยโมเดลแฟรนไชส์มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ผ่านแบรนด์และระบบการจองห้องพักระดับโลก


“เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมโรงแรม การเลือกโมเดลการบริหารที่เหมาะสมจะเป็นตัวกำหนดทั้งประสิทธิภาพการดำเนินงานและผลตอบแทนระยะยาว โมเดลแฟรนไชส์ร่วมกับการบริหารโดย Third-party Operator (TPO) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการควบคุมต้นทุนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายปรับชะรันซิงห์ กล่าว


การเข้าร่วมเวทีเสวนาระดับภูมิภาค “UNLOCKING FRANCHISE POTENTIAL FOR VIETNAM” ในงาน MTE HCMC 2026 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม สะท้อนบทบาทของ BC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการบริหารโรงแรม ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับสากลให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดในภูมิภาคอาเซียน พร้อมต่อยอดโอกาสการลงทุนและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับโครงการในระยะยาว



Related Topics