| Krungthai CIO ประเมินตลาดการเงินโลกฟื้นตัว จากความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ ตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง แนะนักลงทุนใช้กลยุทธ์ Stay Invested ควบคู่การกระจายความเสี่ยง พร้อมทยอยสะสมหุ้นกลุ่มคุณภาพ และ ถือครองทองคำ เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะถัดไป ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 7–17 เมษายน 2569 ว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟื้นตัวจากแรงขายต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความคาดหวังต่อความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบรับและพร้อมจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาหยุดยิงดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม Krungthai CIO ยังประเมินว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง สถานการณ์สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา แนะบริหารพอร์ตการลงทุนภายใต้ความไม่แน่นอน ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การคงสัดส่วนการลงทุนหลัก (Stay Invested) เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในช่วงที่ตลาดฟื้นตัว ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวน และ ใช้จังหวะที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มคุณภาพอย่างระมัดระวัง (Cautious Buy on Dip) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และ มีความทนทานต่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และ หุ้นกลุ่มคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่ม Technology และ Semiconductor รวมถึงพลังงานทางเลือก ทั้งนี้ ยังแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น กลุ่ม Healthcare เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต ควบคู่กับการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นจีน A-Share และ REITs ไทย เพื่อสร้างกระแสรายได้จากเงินปันผล แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้โลก เพื่อช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต และ ถือครองทองคำในสัดส่วนประมาณ 5-10% เพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง สำหรับนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และ ติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในระยะถัดไป |