SCGD เร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เดินหน้าลงทุนฐานการผลิต เวียดนาม–ไทย ขับเคลื่อน Regional Optimization

รูป SCGD เร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เดินหน้าลงทุนฐานการผลิต เวียดนาม–ไทย ขับเคลื่อน Regional Optimization

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 เม.ย. 69 15:54 น.


บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวในภูมิภาคอาเซียน เดินหน้าลงทุนในเวียดนามและไทย ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 1.6 พันล้านบาท รับมือความผันผวนราคาเชื้อเพลิง ที่ส่งผลกระทบต้นทุนพลังงานทั่วโลก ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และความสามารถในการทำกำไร ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกระเบื้องเซรามิกและสินค้า High Value Added (HVA) แข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ภายใต้กลยุทธ์การบริหารฐานการผลิต ในระดับภูมิภาคแบบองค์รวม (Regional Optimization) ทั้งเติบโตธุรกิจในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างยั่งยืน

การลงทุนครั้งนี้ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ การปรับปรุงเทคโนโลยี และเครื่องจักรพร้อมระบบ Automation เพื่อขยายกำลังการผลิตในเวียดนาม และการรวมศูนย์สายการผลิตพร้อมลงทุนสายการผลิตใหม่ด้วยระบบ Automation ในไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) โครงการปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักรพร้อมระบบ Automation เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) ของบริษัท PRIME Pho Yen Joint Stock Company (“Pho Yen”) ประเทศเวียดนาม

ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PRIME Group Joint Stock Company หรือ PRIME ซึ่ง SCGD ถือหุ้นทั้งหมด โดยปรับเปลี่ยนสายการผลิตจากกระเบื้องเซรามิกขนาด 6 ล้านตารางเมตรต่อปี เป็นสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนขนาด 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ที่โรงงาน Pho Yen ทางตอนเหนือของเวียดนาม ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 660 ล้านบาท และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2570

โครงการนี้สามารถรองรับ ความต้องการกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ที่เพิ่มขึ้นในตลาดเวียดนาม และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออก ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ โดยอาศัยศักยภาพด้านต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในภูมิภาคอาเซียน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะส่งผลให้ PRIME มีกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนรวม 33.4 ล้านตารางเมตรต่อปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32 ณ สิ้นปี 2569

2) โครงการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลน และลงทุนติดตั้งสายการผลิต กระเบื้องเกลซพอร์ตเลนใหม่ พร้อมระบบ Automation ในประเทศไทย โดยบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGCE

ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGD ถือหุ้นร้อยละ 99 ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 957 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2570 โดยเป็นการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนจากหลายโรงงานของ SCGCE มารวมอยู่ในโรงงานพื้นที่เดียวกัน เพื่อสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบริหาร พร้อมติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ได้อย่างครอบคลุม อาทิสินค้า HVA ด้วยกระเบื้องที่มีความหลากหลาย และขนาดใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้ SCGCE จะมีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น ภายหลังโครงการแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิต กระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนรวม 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งเป็นระดับกำลังการผลิตที่รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม ทำให้บริษัทยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดและส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

การรวมศูนย์การผลิตดังกล่าว คาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash transaction) และส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (One-time expense) อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาผลตอบแทนของโครงการหลังการรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว โครงการยังคงมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัท ตามประมาณการในปัจจุบัน

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) กล่าวว่า “การลงทุนในประเทศเวียดนามและประเทศไทยครั้งนี้ จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งให้ SCGD เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ผ่านการบริหารฐานการผลิต ในแต่ละประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกลยุทธ์ Regional Optimization โดยมุ่งรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจของ SCGD ในระยะยาว”


Related Topics