| KEY POINTS- TIPAK ผู้พัฒนาและผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปี เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 5 ต.ค. 2569 บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดบรรจุภัณฑ์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TIPAK” ในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 TIPAK เป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์จากกระดาษคราฟท์ (Kraft Paper) แบบครบวงจร มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกมานานกว่า 50 ปี ผลิตภัณฑ์หลักคือ แผ่นและกล่องกระดาษลูกฟูก ที่ปรับแต่งโครงสร้าง ความแข็งแรง และรูปแบบลอน ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า พร้อมมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ลูกค้า ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์การเกษตร และ E-commerce บริษัทมีกำลังการผลิตกระดาษลูกฟูกมากกว่า 140,000 ตันต่อปี และกล่องกระดาษลูกฟูกมากกว่า 170 ล้านกล่องต่อปี บริษัทให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยร่วมกับลูกค้าในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของกิจการ นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยินดีต้อนรับ บมจ. อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยการระดมทุนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน อันจะนำพาธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ TIPAK เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเชื่อมั่นว่าจะสนับสนุนให้ TIPAK ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษและกล่องลูกฟูก ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การระดมทุนในครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงด้านเงินทุนให้กับบริษัทปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่วนที่เหลือจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงิน เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ รองรับโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในอนาคต รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ มุ่งมั่นสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ข้อมูลการเสนอขาย:- ทุนชำระแล้วหลัง IPO: 552 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท - จำนวนหุ้นเสนอขาย: 143.68 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1.85 บาท โดยเสนอขายให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานของบริษัท รวมถึงบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทฯ ระหว่างวันที่ 25 และ 28-29 กันยายน 2569 - มูลค่า IPO: 266 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,021 ล้านบาท - P/E Ratio: 6.38 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสย้อนหลัง (1 กรกฎาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (Fully Diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.21 บาท - ปรึกษาทางการเงิน: บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) - ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย: บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO:- ครอบครัวมั่นสินธร ถือหุ้น 39.90% - บริษัท ไทย วีพีซีบิสซิเนส จำกัด ถือหุ้น 34.07% บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และทุนสำรองตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.tipak.co.th และที่ www.set.or.th “SET…The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลได้ที่ ฝ่ายบริหารการสื่อสารและสื่อสัมพันธ์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ โทร. 0 2009 9581
|