ดาวโจนส์ปิดวันศุกร์พุ่ง 868 จุด รับข่าวอิหร่านเปิดฮอร์มุซ

รูป ดาวโจนส์ปิดวันศุกร์พุ่ง 868 จุด รับข่าวอิหร่านเปิดฮอร์มุซ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 เม.ย. 69 6:00: น.

ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดตลาดวันศุกร์ (17 เม.ย.) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. หลังนักลงทุนขานรับการที่อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเชื่อมั่นว่า มีโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับสหรัฐฯ โดยในเวลาต่อมาอิหร่านได้ประกาศกลับไปปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,447.43 จุด พุ่งขึ้น 868.71 จุด (+1.79%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,126.06 จุด เพิ่มขึ้น 84.78 จุด (+1.20%) และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 24,468.48 จุด เพิ่มขึ้น 365.78 จุด (+1.52%)

ทั้งนี้ดัชนีแนสแดคปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 13 และทำสถิติบวกต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 ส่วนตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์บวก 3.2%, ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 4.53% และดัชนีแนสแดคพุ่งขึ้น 6.84%

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า เรือพาณิชย์ทุกลำสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด หลังอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในเลบานอน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลอิหร่านกับสหรัฐฯ นั้น อาจเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ และทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามอิหร่านเร็วๆ นี้

นิก จอห์นสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Willis Johnson & Associates กล่าวว่า ราคาพลังงานที่ลดลงส่งผลดีต่อบริษัทขนาดเล็กมากกว่า เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีอัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำ พร้อมเสริมว่าเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้นว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างต้องการให้ความขัดแย้งนี้ยุติลง

อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ที่ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในน่านน้ำดังกล่าว

นักวิเคราะห์บางส่วนยังเตือนว่าอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ยังคงเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางเรือ โดยเอริก เบเทล จาก Mare Liberum ระบุว่า ผู้ให้บริการเดินเรือยังคงเผชิญกับเบี้ยประกันความเสี่ยงจากสงครามที่สูงลิ่ว รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้ข้อตกลงต่างๆ

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของ S&P 500 กลุ่มพลังงานลดลงมากที่สุดที่ 2.9% โดยหุ้น Exxon Mobil ร่วงลง 3.6% และ Chevron ลดลง 2.2% ตามทิศทางราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ร่วงกว่า 11% หลังอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

- ดัชนี Russell 2000 ปิดบวกที่ 2.1% และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

- กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปิดบวกเกือบ 2% นำโดยหุ้นกลุ่มเรือสำราญ โดยหุ้น Royal Caribbean ทะยานขึ้น 7.3% ขณะที่ Carnival พุ่งขึ้น 7%

- กลุ่มอุตสาหกรรมบวก 1.8% นำโดยหุ้นสายการบิน United Airlines ที่พุ่งขึ้น 7%

- หุ้น Netflix ดิ่งลงถึง 9.7% และฉุดดัชนี S&P มากที่สุด หลังจากคาดการณ์กำไรในไตรมาสปัจจุบันต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้บริษัทยังประกาศการลาออกจากตำแหน่งของนายรีด เฮสติงส์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบอร์ดบริหารที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานกว่า 29 ปี

- หุ้น Alcoa ผู้ผลิตอะลูมิเนียม ปิดลบ 6.8% หลังจากรายงานกำไรและรายได้ไตรมาสแรกต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยระบุว่าเป็นผลมาจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นไปอย่างหนาแน่น อยู่ที่ 20,290 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 19,120 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 4.03 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 623 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 46 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดค มีหุ้นบวก 3,685 หุ้น และหุ้นลบ 1,183 ตัว โดยมีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 3.11 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 49 ตัว และไม่มีหุ้นที่ทำจุดต่ำสุดใหม่

ที่มา Reuters



Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai