| คลังเข็นมาตรการด่วนเข้า ครม. 11 เม.ย. ชูสินเชื่อโซลาร์–เยียวยาเฉพาะกลุ่ม ยัน พ.ร.ก.ค้ำประกันกองทุน ยังไม่เข้า ครม. เร่งศึกษารถเก่าแลกรถใหม่ รับมือวิกฤตพลังงาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการแถลงข่าว ถอดรหัสนโยบายเศรษฐกิจ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสนำไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้าง สร้างโอกาส และยกระดับศักยภาพของคนไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ว่า ในการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเสนอมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาครัวเรือน “ในวันพรุ่งนี้ จะมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับปุ๋ย รถไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ ซึ่งจะมีการอัพเดตข้อมูลอีกครั้ง และจะเสนอมาตรการเยียวยาที่พุ่งเป้า และลงรายละเอียด โดยเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง”นายเอกนิติ กล่าว ส่วน ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ค้ำประกันกองทุน ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันพรุ่งนี้ โดยปัจจุบันรัฐบาลช่วยผ่านกองทุนน้ำมันอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ได้มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต เร่งศึกษาเพื่อดำเนินนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อจะช่วยลดมลพิษในประเทศ เป็นต้น ขณะนี้ทั่วโลกเจอวิกฤต จากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ กลายเป็นสงครามพลังงาน ราคาพลังงานผันผวนสูง และห่วงโซ่อุปทานที่ชะงัก จากน้ำมันที่เป็นต้นทุนการผลิตหลายชนิด และหากหยุดไม่ได้จะลามไปที่อย่างอื่นเพิ่มเติม “วันนี้ไทยพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากรถติดหล่ม เป็นรถคันใหม่ มีเครื่องยนต์ใหม่ มีระบบที่มั่นคง นั่งสบาย และเป็นรถที่มีที่นั่งสำหรับทุกคน โดยมีความมุ่งมั่นจะเติบโตทั่วถึงมีคุณภาพเต็มศักยภาพที่ไม่ต่ำกว่า 3% แต่โลกมีความไม่แน่นอน วันนี้เจอวิกฤตน้ำมัน วิกฤตพลังงาน สงครามที่เกิดขึ้น เราต้องทำทุกอย่าง เพื่อพยุงและยกไม่ให้ติดหล่มใหม่ และต้องทำโดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่ เพราะวิกฤตตอนนี้คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”นายเอกนิติ กล่าว ขณะที่คนละครึ่งพลัส อยู่ระหว่างการดำเนินการ และจำนวนสิทธิ ขอพิจารณาถึงวงเงินที่จะได้รับก่อน ส่วนการโอนงบประมาณนั้น จะเปิดโอกาสให้ถึงสิ้นเดือนเม.ย. หากพ้นหลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการโอนงบประมาณ ซึ่งมีประมาณ 100,000 ล้านบาทในขณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย ที่จะดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุด วิกฤตครั้งนี้ จะเปลี่ยนโลก 4 ด้าน คือ 1.โลกเข้าสู่ความต้องการ ความมั่นคงสูง (SECUEITY First) เป็นฐานการลงทุนที่โลกไว้วางใจ เป็นฐานการผลิตการค้าที่ปลอดภัย เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร เพื่อความมั่นคงทางอาหารของโลก 2.วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Solar อุตสาหกรรมและครัวเรือน สนับสนุนพลังงานทางเลือก Ethanol และ Bio-Energy ส่งเสริมการซื้อไฟโดยตรงจากครัวเรือนและธุรกิจ (Direct PPA) 3.AI และเทคโนโลยีก้าวกระโดด โดยเทคโนโลยีจะยกระดับศักยภาพแรงงานไทย การลงทุนใน Digital Data AI รวมถึง Supply Chain ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ Health & Wellnessท่องเที่ยว อาหารและ เกษตร 4.ประชากรสูงวัย Lovgevity Econony ทั้ง Wellness Hub , ธุรกิจอาหารมูลค่าสูง , การดูแลสุขภาพจิตใจ และ Siver Economy โดยการ Upskill/Reskill แรงงาน , สินค้าและนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ “เรามีกระสุนจำกัด เราออกยิงทีเดียวกระสุนหมด วิกฤตลามจะทำอย่างไร จะช่วยคนไทยไม่ให้ตกงานอย่างไร จะช่วยคนไทยที่มีรายได้พอจ่ายจะช่วยอย่างไร ครั้งนี้ ความน่าเป็นห่วง คือ วิกฤตครั้งนี้ จะเปลี่ยนโลกไปเลย”นายเอกนิติ กล่าว 4 หลักสำคัญในการขับเคลื่อนทุกนโยบาย ประกอบด้วย 4T Target มุ่งเป้า ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศและไม่ผลักภาระเกินควรไปให้คนรุ่นหลัง ซึ่งมาตรการเยียวยาพุ่งเป้าตรงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีแนวคิดดำเนินการทำ Hometown Tax ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบ เพื่อให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาและเติบโตได้ Transition เปลี่ยนผ่าน ช่วยคนไทย ธุรกิจไทย เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับภาครัฐ ให้ทันสมัย ว่องไว และโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมาย กติกาที่ล้าสมัย เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล ลดขั้นตอน ซ้ำซ้อน เร่งรัด Green Transition เร่งทำ Direct PPA ลงทุน Smart grid Transform พลิกโฉม สร้างการเติบโตทั่วถึง สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก SME ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลานที่จับต้องได้ทุกคน โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Digital Bio , Green Together รวมพลัง การร่วมมือกันทั้งประเทศ ภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในการลงทุน นวัตกรรม และการสร้างงานใหม่ ภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนลดกฎที่ไม่จำเป็น ส่วนประชาชนทุกคน โอกาสนั้นจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนลุกขั้นมาคว้ามันด้วยตัวเอง “ในปีงบประมาณ 2570 หากเป็นงบอะไรที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย จะตัดหมด หากไม่จำเป็น เพื่อนำมาเยียวยาคนในช่วงวิกฤต โดยจะทำบนวินัยการเงินการคลัง ใช้ MTFF ไม่ให้เพิ่ม แต่จะตัดอะไรที่ไม่จำเป็นออกหมด และเป็นนโยบายที่จะดำเนินการ หากเราจะพาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวพ้นจากกับดักเดิม เราจะต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้ประเทศอย่างจริงจัง โดยเครื่องยนต์ที่ 1 คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออนาคต ทั้งเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และ เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยตั้งเป้า 4 ปี จะมีการลงทุนภาครัฐและเอกชนรวมกันอยู่ที่ 30% จาก 23% ขณะที่เครื่องยนต์ที่ 2 คือ การขับเคลื่อนการลงทุนเอกชน โดยการพัเฒนาเศรษฐกิจในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ปฏิรูปโครงสร้างราชการ ปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง รวมถึงการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีใหม่ได้ง่ายขึ้น เครื่องยนต์ที่ 3 การลงทุนในคนไทย และการเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยการพัฒนาทักษะ รัฐบาลจะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ การทำให้รายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ เสริมตาข่ายรองรับทางสังคม เป็นสวัสดิการที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือแก่คนที่ต้องใช้เวลาปรับตัว ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง “เศรษฐกิจไทยเป็นรถคันใหม่ ที่มีเครื่องยนต์ใหม่ ที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น มีระบบที่มั่นคง ปลอดภัย พร้อมรับมือกับความผันผวนของโลก นั่งสบาย เพราะการเติบโตไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ที่สำคัญที่สุดเป็นรถที่มีที่นั่งสำหรับทุกคน นี่คือสิ่งที่หวังว่า 4 ปีจะไปได้ถึงตรงนั้น”นายเอกนิติ กล่าว ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังเผชิญภาวะวิกฤตร่วมกัน หลายประเทศมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ในช่วงเวลาเช่นนี้จำเป็นต้องบริหารสมดุลอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบริบทและความจำเป็นที่เกิดขึ้นในระดับโลก ทั้งนี้ หลักการสำคัญที่ยังคงยึดถือ คือ หากมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการใด ก็ต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% และอยู่ระหว่างการเร่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้มากกว่า 3% ส่วนการประมาณการในปีนี้ ยอมรับว่าประเมินได้ยาก ส่วนความห่วง เกี่ยวกับ Stagflation เป็นสิ่งที่กังวลว่าจะเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย โดยภารกิจสำคัญคือการควบคุมไม่ให้ผลกระทบลุกลามเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ วิกฤตที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงต่อเนื่อง ตั้งแต่วิกฤตความขัดแย้งระหว่างประเทศ นำไปสู่วิกฤตราคาพลังงานสูง วิกฤตราคาสินค้า การขาดแคลนสินค้า และการหดตัวของอุปสงค์ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของภาวะ Stagflation สำหรับมาตรการภาครัฐในระยะนี้ มุ่งเน้นการเยียวยาอย่างจำกัดเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน เพื่อหยุดเลือดไหล และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ โดยจำเป็นต้องเร่งออกนโยบายอย่างทันท่วงที |