“เอกนิติ” เผย Moody’s ชูไทย แกร่งรองรับวิกฤตโลกได้ ย้ำกันชนแน่น ลุยกู้ 4 แสนล้านบ. รับวิกฤตรอบใหม่

รูป “เอกนิติ” เผย Moody’s ชูไทย แกร่งรองรับวิกฤตโลกได้ ย้ำกันชนแน่น ลุยกู้ 4 แสนล้านบ. รับวิกฤตรอบใหม่

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 พ.ค. 69 16:41 น.

“เอกนิติ” ชี้ทุนสำรองทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ หนี้ต่างประเทศต่ำ ดอกเบี้ยเอื้อระดมทุน ย้ำกู้ 4 แสนล้านบาท จำเป็นต้องเตรียมกระสุน สกัดค่าครองชีพพุ่ง-รายได้ไม่ทัน ก่อนแรงกระแทกเศรษฐกิจลามกระทบปากท้องประชาชน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ​รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ Moody's Ratings ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีความพร้อมรับมือและต้านทานต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ว่า สะท้อนว่าประเทศไทยมีกันชน ที่รองรับกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกได้ จากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ

“วันนี้เราใช้รัฐเป็นกันชนมารองรับความเสี่ยงที่กระแทกมาจากโลก คือ วิกฤตโลก รองรับแทนคนไทย แทนประชาชนคนไทย เพื่อบรรเทาวิกฤตปากท้อง”นายเอกนิติ กล่าว

ที่ผ่านมา ได้ชี้แจง 2 เรื่องคือ ไทยมุ่งในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ทั้งการปฏิรูปการลงทุน และเน้นการลงทุนในพลังงานสะอาด ซึ่งในวันนี้ยืนยันว่าจะเดินหน้าส่วนดังกล่าว สะท้อนจากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่ยังเน้นการเปิด Direct PPA ในเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจน ขณะที่การลงทุน BOI Fast Pass ที่เดินหน้าขับเคลื่อนในช่วงไตรมาสแรก ตัวเลขการลงทุนจริง เติบโตถึง 18% สะท้อนถึงการลงทุนจริงที่ปลดล็อกศักยภาพที่ติดขัด

ขณะที่อีกปัจจัย คือ เสถียรภาพของประเทศ ด้านต่างประเทศ และในประเทศ ซึ่งด้านต่างประเทศ พบว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 280,000 ล้านดอลลาร์​และหากรวม ฐานะที่ซื้อล่วงหน้าประมาณ 20,000 กว่าล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยมีทุนสำรองรวม 300,000 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนการนำเข้าสูงถึง 10 เดือน

นอกจากนี้ ในเรื่องพันธบัตรรัฐบาลของไทย โดยมีความยืดหยุ่นสูง และตลาดพันธบัตรไทยมีความลึก หนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นการกู้ภายในประเทศ เกือบ 99% ขณะที่วันนี้อัตราดอกเบี้ยของไทยต่ำมาก โดย พันธบัตร อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.2% และ 10 ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.1-2.2% ซึ่งเป็นสิ่งที่ Moody’s ชมว่า ตลาดพันธบัตรของไทย หากจะระดมทุน เรามีความลึกและใหญ่ ที่ภาครัฐบาลไทยจะกู้ได้ และการดำเนินนโยบายการคลัง ยังยึดหลัก วินัยการคลังเป็นหลัก

“หากเราไม่มีรายได้เงินตราต่างประเทศเลย เราก็สามารถเอาทุนสำรองมาได้ถึง 10 เดือน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ และหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเราก็มีน้อยมาก หากมีการถอนออกทั้งหมดเราก็ยังมีทุนสำรองเหลืออยู่ คือเสถียรภาพด้านต่างประเทศ ส่วนในประเทศอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 1% อัตราเงินเฟ้อก็ต่ำมาก แต่ตัวเลขล่าสุด เกือบ 2.9% นั้น ตัวนี้ คือสิ่งที่เราบอกว่า วิกฤตจะมาเป็นระลอก”นายเอกนิติ กล่าว

เงินเฟ้อที่ระดับ 2.9% ในวันนี้ สะท้อนว่า วิกฤตมาเป็นระลอก เริ่มจากวิกฤตสงคราม วิกฤตพลังงาน และตอนนี้ ยืนยันว่า ระลอกที่ 3 กำลังจะมา คือ ต้นทุนเริ่มสูงขึ้น เป็นเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท

“ย้ำเน้นว่า ที่เราออกพ.ร.ก.ที่จำเป็นต้องทำ เพราะต้องการเตรียมกระสุนไว้ มันเห็นชัดวันนี้ตัวเลขเศรษฐกิจ ยืนยันว่า สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมันทยอยส่งผลแล้ว ดังนั้นจึงต้องเตรียมกระสุนให้เพียงพอในการรองรับ วันนี้หากไทยไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน หากวันนี้รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย การไม่ทำอะไรเลย ไม่จำเป็นต้องออกมาทำ เพราะออกมาก็โดนด่า วันนี้หากไม่ทำอะไรเลย ค่าครองชีพของคนไทยจะเริ่มขึ้น เงินในกระเป๋า รายได้ขึ้นไม่ทัน ค่าครองชีพจะถูกกระทบ และสิ่งตามมา ธุรกิจ กำไรอาจจะลดลง คนอาจจะตกงาน เพราะฉะนั้น เราต้องมาช่วยดูแลปากท้อง หากไม่ทำอะไรเลย ไม่โดนด่า แต่ประเทศพัง และรับไม่ได้ และหากประเทศพัง คนไทยที่จะตกงาน ค่าครองชีพที่สูง รายได้หด คือ แรงกระแทกที่สำคัญ เกิดแรงบีบสองด้าน”นายเอกนิติ กล่าว

สิ่งที่รัฐบาลจะทำ คือ การบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน และช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย เพราะวิกฤตปากท้องจะรุนแรง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องเตรียมกระสุนไว้ สำหรับวงเงินที่จะใช้นั้น ไม่ได้ใช้ทีเดียว โดยสามารถใช้ได้ถึง 30 ก.ย. 2570

ส่วนคนละครึ่ง ขณะนี้ทีมงานกำลังดำเนินการ โดยจะมีคณะกรรมการกลั่นกรอง รวมถึงจะมีโครงการช่วยเหลือกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มคนส่ง กลุ่มสวัสดิการแห่งรัฐด้วย เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่เปราะบางด้วย

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤตครั้งนี้มาหลายระลอก หากดูตัวเลขเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังมาจากภาคขนส่งค่อนข้างสูง แต่ในระยะข้างหน้าเงินเฟ้อจะมาจ้างส่วนอื่นด้วย เป็นวงกว้างมากขึ้น และจะตามมาถึงกำลังซื้อที่หดตัว คนมีเงินในกระเป๋าน้อยลง

“ต่อเนื่องจากที่ก่อนหน้านี้มีการปรับมุมมองจากที่เป็นลบ มาเป็น Stable ทำให้ทุกคนสบายใจว่า อย่างน้อยประเทศไทยก็มีความเชื่อมั่น เพราะอันดับความน่าเชื่อถือว่ามีเสถียรภาพ ส่วนรายงานวันนี้ ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศที่สามารถมีภูมิต้านทานที่เข้มแข็ง รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรง”นายเอกนิติ กล่าว


Related Topics

Reported by

Pattraporn Kiattinant

Pattraporn Kiattinant

News Editor, efinanceThai