| พาณิชย์ ลุยเจรจาสหรัฐ เคลียร์มาตรา 301 มั่นใจข้อมูลไทยโปร่งใส ดัน TIFA ปิดดีลก่อนสอบสวน พร้อมเดินหน้ากระจายสินค้าราคาถูกผ่านรถพุ่มพวง 3,800 คันทั่วประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเดินทางไปเจรจาความร่วมมือทางการค้าและชี้แจงข้อกล่าวหาภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ว่า ขณะนี้ทีมงานฝ่ายไทยยังคงพำนักอยู่ในสหรัฐฯ เพื่อหารือเชิงเทคนิคในประเด็นที่อยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่ฝ่ายสหรัฐให้ความสนใจมี 2 เรื่อง ได้แก่ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) โดยไทยได้ยื่นเอกสารคำชี้แจงครบถ้วนทุกประเด็นตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าข้อมูลมีความชัดเจน โปร่งใส และเพียงพอ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการผลักดันความร่วมมือทางการค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งรัดการเจรจาภายใต้กรอบความตกลงทางการค้าและการลงทุน (TIFA) ซึ่งเป็นประเด็นที่ค้างคามาจากรัฐบาลก่อน โดยไทยและสหรัฐมีความพร้อมร่วมกันผลักดันให้เกิดความคืบหน้า และตั้งเป้าสรุปให้ได้ก่อนเข้าสู่กระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 สำหรับข้อกังวลของผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เกี่ยวกับการเกินดุลการค้าของไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นางศุภจีชี้แจงว่า อย่างน้อย 30% ของสินค้าที่ทำให้ไทยเกินดุลนั้น เป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในไทย และอีกกว่า 20% เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ไทยยังได้ชี้แจงมาตรการป้องกันการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีข้อมูลและหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันความโปร่งใสของกระบวนการส่งออก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐ พร้อมย้ำว่าไทยให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะนำงบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงินด้วยหรือไม่นั้น ยอมรับว่า จะเป็นส่วนหนึ่ง เพราะว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะออกมา สามารถนำมาใช้สำหรับการจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น “โครงการไทยช่วยไทยพลัส เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันได้ขยายเฟส โดยการนำสินค้าเอสเอ็มอี สินค้าชุมชนเข้ามาร่วมด้วย และล่าสุดได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการเปิดจุดตามอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 800 อำเภอ และร่วมกับไปรษณีย์ไทยเพื่อทำจุดกระจายสินค้า”นางศุภจี กล่าว ส่วนล่าสุดโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่งพวง ลดราคาช่วยประชาชนนั้นในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก ทั้งนี้ โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท รถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของภาครัฐและภาคเอกชน โดยกระทรวงมหาดไทยผ่านกรมการปกครองมีบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์ รับสมัคร และคัดเลือกรถพุ่มพวง รวมถึงร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยไปรษณีย์ไทย ช่วยจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าและเป็นจุดรวบรวม กระจายสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ส่วนผู้ผลิตสินค้าร่วมสนับสนุนสินค้าในราคาพิเศษ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด “รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อย รถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การกระจายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนทั่วประเทศ”นางศุภจี กล่าว |