กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -10 เม.ย. 69 9:08: น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.09 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.91-32.14 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสข่าวของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีท่าทีระมัดระวังตัวและไม่เดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงอย่างชัดเจน สะท้อนจากการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ของเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ (XAUUSD) เช่นกัน โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในช่วงวันที่ 11 เมษายน นี้ ที่กรุง Islamabad ประเทศปากีสถาน และการเจรจาหยุดยิงระหว่าง อิสราเอลกับเลบานอน

ในระยะสั้นนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองสินทรัพย์อย่างชัดเจน ทั้งนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมานั้น ออกมาผสมผสาน โดยอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 อยู่ที่ระดับเพียง +0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ +0.7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์ ทรงตัวที่ระดับ 2.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ย่อลงเล็กน้อยสู่ระดับ 3.0% สอดคล้องกับคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอประเมินพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Amazon +5.6% จากความหวังต่อแนวโน้มการเติบโตของรายได้จากการให้บริการด้าน AI ในธุรกิจ Cloud Computing ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.83%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาย่อตัวลง -0.15% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและยังมีความเสี่ยงที่อาจกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทว่าตลาดหุ้นยุโรปรีบาวด์ขึ้นบ้าง ตามอานิสงส์จากกระแสข่าวว่า ทางการอิสราเอล และเลบานอน เตรียมจัดการเจรจาหยุดยิงเช่นกัน ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง โดยรวมตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากบรรดาหุ้นสไตล์ Growth แต่ได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการทยอยรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงก่อนหน้า

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.28% ตามกระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และประเมินว่า FED มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ราว 29% โดยเรามองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ (อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่จะรับรู้ในวันนี้) ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ และเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยผันผวนไปตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งข่าวอิสราเอล เตรียมเจรจาหยุดยิงกับเลบานอน (กดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง) หรือ ประเด็นความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่หนุนให้เงินดอลลาร์มีจังหวะทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้น) ขณะที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมา แทบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ สะท้อนว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อตลาดค่าเงินในช่วงนี้ โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถว โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-99.1 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ตามกระแสข่าวของการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเจรจาระหว่างอิสราเอล กับเลบานอน ส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และเคลื่อนไหวแถวโซน 4,750-4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนเมษายน (ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ด้วยเช่นกัน) ที่จะสะท้อนภาพผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้พอควร

ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมีนาคม

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis เทียบกับสิ่งที่บรรดาผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า ในช่วงระยะสั้น พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ได้ช่วยชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ทำให้เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังคงสร้างความเสี่ยง Two-way risk ให้กับเงินบาท โดย เงินบาทมีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้บ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงต่อเนื่อง จะสามารถหนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น หลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งต้องติดตามท่าทีของทางการอิหร่าน ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง ทั้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในวันที่ 11 เมษายน นี้ การเจรจาระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน และแนวโน้มการเปิดช่องแคบ Hormuz (สามารถติดตามได้จากรายงาน จำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบ Hormuz ผ่านแหล่งข้อมูลต่างๆ อาทิ BCA Research ที่มีการทำ Hormuz Dashboard หรือ แม้กระทั่ง OILS ใน Bloomberg Terminal)

ทั้งนี้ เรามีความกังวลว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของไทย เนื่องจากอาจเป็นช่วงที่ตลาดได้รับรู้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมีการเจรจาหยุดยิง (หากมีการเจรจาหยุดยิงเกิดขึ้นจริง) ทว่า ปริมาณการทำธุรกรรมจะเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีประเด็นขึ้น ไม่ว่าจะสถานการณ์คลี่คลายลง หรือ ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนมีโฟลว์ธุรกรรมเงินบาทเข้ามาในตลาด ช่วงวันหยุดยาวของไทย อาจสามารถทำให้ เงินบาทผันผวนในกรอบที่กว้างกว่าปกติได้

โดยเรามองว่า เงินบาทยังพอมีโซนแนวรับในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวรับถัดไป ที่อาจถึงโซน 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ โซนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.90-32.35 บาท/ดอลลาร์



Related Topics

Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ