สรุป Earnings Call : M คาดผลงาน Q2/69 ทรงตัว รับ SSSG ยังเป็นบวก - เร่งขยายแบรนด์ `โบนัส สุกี้` ปีนี้แตะ 55-65 สาขา

รูป สรุป Earnings Call : M คาดผลงาน Q2/69 ทรงตัว รับ SSSG ยังเป็นบวก - เร่งขยายแบรนด์ `โบนัส สุกี้` ปีนี้แตะ 55-65 สาขา

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 พ.ค. 69 13:19 น.

M คาดผลงาน Q2/69 ทรงตัวจากไตรมาสแรก รับ SSSG ยังเป็นบวกประมาณ 3% อานิสงส์โปรโมชั่นบุฟเฟต์ ส่วนยอด SSSG ทั้งปีนี้คาดโต 10-15% จากปีก่อน พร้อมเร่งขยายแบรนด์ 'โบนัส สุกี้' แตะ 55-65 สาขา โกยรายได้ไม่ต่ำกว่า 2.6 พันลบ. ภายในสิ้นปีนี้


นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) และนายธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้

คาดแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/69 ยังทรงๆเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/69 โดยมีปัจจัยหนุนจากต้นทุนที่คาดหวังว่าจะค่อยๆกลับมาเป็นกำไรได้ ส่วนด้านยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.69 ยังทรงๆเหมือนกับช่วงไตรมาสแรกที่เติบโตประมาณ 3% โดยสาเหตุหลักๆมาจากแบรนด์ MK เพราะได้รับการตอบรับที่ดีจากการทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท

บริษัทคาดยอดขายสาขาเดิม (SSSG)ทั้งปีนี้โต 10-15% จากปีก่อน โดยปัจจัยหนุนหลักๆมาจากร้านโบนัส สุกี้ที่มีการขยายสาขาจำนวนมาก

ตั้งเป้าขยายร้านโบนัส สุกี้ แตะระดับ 55-65 สาขา และมีรายได้กว่า 2,600 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ หลังบริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 สาขา ซึ่งใช้งบลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 10-15 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีร้านโบนัส สุกี้แล้วจำนวน 33 สาขา หลังจากในช่วงไตรมาส 1/69 บริษัทได้มีการเปิดสาขาใหม่ไปแล้วรวม 12 สาขา ส่วนแผนการขยายสาขาในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า มองว่าหากผลงานเป็นไปได้ดีเหมือนในปัจจุบันก็คิดว่าจะขยายสาขาเพิ่มในอัตรานี้ไปอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันมีบริษัทมีสาขาร้านอาหารร่วม 701 สาขา ( ณ 31 มี.ค.69) โดยแบ่งเป็นร้านสุกี้ อาทิ แบรนด์ MK รวมจำนวน 429 สาขา และแบรนด์โบนัส สุกี้ ปัจจุบันมีจำนวน 33 สาขา เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/69 ที่มี 27 สาขา หลังจากมีการทยอยเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้านร้านอาหารญี่ปุ่นมีจำนวนรวม 195 สาขา อาทิ แบรนด์ Yayoi จำนวน 185 สาขา ส่วนร้านอาหารไทย-ทะเล มีจำนวน 43 สาขา และร้านอื่นๆ จำนวน 7 สาขา

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปีนี้คาดมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทมีการหันมาทำร้านแบบบุฟเฟต์ทั้ง แบรนด์ MK และโบนัส สุกี้ ซึ่งให้ให้อัตรากำไรของบริษัทลดลง โดยเฉพาะร้านโบนัสสุกี้ที่เปิดมาช่วงแรกๆอาจมีอัตรากำไรที่ไม่ค่อยดี แต่คาดว่าพอเปิดไปได้ซักพักกำไรน่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนเรื่องราคาวัตถุดิบในตอนนี้อาจมีผลกระทบบ้างจากปัญหาสงครามและค่าขนส่ง รวมถึงซัพพลายเออร์ทยอยปรับขึ้นราคา อย่างไรก็ตามก็ต้องจับตาดูอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่ง

ส่วนค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน (SG&A)คาดว่าจะปรับตัวดีขึน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เป็นต้นทุนคงที่ ซึ่งหากยอดขายยังเติบโตได้ดีอยู่ก็คาดว่า SG&A น่าจะปรับตัวลดลงได้

ด้านผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนค่าน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาในระยะที่บริษัทอยู่ได้หรือไม่กระทบมากจนเกินไป โดยบริษัทยังจับตาดูว่าสุดท้ายจะมีผลต่อราคาวัตถุดิบหรือราคาน้ำมันมากน้อยแค่ไหนต่อกลุ่ม Supply Chain ของบริษัท

พร้อมยืนยันโปรโมชั่น MK บุฟเฟต์ คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท คงจะอยู่ไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้และมีความเป็นไปได้ที่จะไปต่อ เพราะกลุ่มลูกค้าตอบรับดีทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ แต่อาจไม่ใช่โมเดลนี้ไปตลอด ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆและพยายามจะปรับโมเดลให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M จาก efin.finance ดังนี้

ที่มา : บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.พาย

ปัจจัยบวก


ผู้บริหารตั้งเป้าหมายขยายสาขาแบรนด์ "Bonus Suki" เชิงรุกในปี 2569 โดยมีแผนเพิ่มสาขาอีก 55 สาขา หรือเปิดสัปดาห์ละ 1 สาขา เพื่อให้ครบ 70 สาขาภายในสิ้นปีนี้ (จากปัจจุบันมี 27 สาขา) และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 สาขาใน Q2/70 พร้อมคาดการณ์รายได้ของแบรนด์นี้จะเติบโตสู่ระดับ 2,000 - 3,000 ล้านบาท (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.พาย)

ภาพรวมผลการดำเนินงานมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ขยายตัวอย่างน้อย 10% YoY หนุนจากแบรนด์ Bonus Suki เป็นหลัก ขณะที่ภาพรวมกำไรสุทธิมีโอกาสฟื้นตัวแบบ QoQ ใน Q1/69 และจะค่อยๆ ฟื้นตัวชัดเจนใน 2H69 จากการรับรู้รายได้เต็มปีของ Bonus Suki (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.พาย)

ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ช่วง 2 เดือนแรกของ Q1/69 (ม.ค.-ก.พ.) ยังคงเป็นบวกต่อเนื่องที่ราว 4.0% (ปรับตัวดีขึ้นจาก +1.3% ใน Q4/68) โดยได้รับอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเมื่อแยกตามแบรนด์พบว่า SSSG ของแบรนด์ MK Suki เติบโตเด่นถึง 6% และแบรนด์ Yayoi ทรงตัวได้ดี (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.พาย)

การทำกลยุทธ์โปรโมชันบุฟเฟต์ 299 บาทของแบรนด์ MK Suki ประสบความสำเร็จในการรักษาฐานลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้ามาใช้บริการได้มากขึ้น โดยมีสัดส่วนลูกค้าที่ทานบุฟเฟต์ถึง 50% และเป็นลูกค้าคนละกลุ่มกับ Bonus Suki (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.พาย)

มีแผนสร้าง Portfolio แบรนด์ใหม่เพื่อขยายการเติบโตในอนาคต โดยเตรียมขยายแบรนด์ "Hikiniku to Come" ในไทยเพิ่มเป็น 5 สาขาในปีนี้ และเตรียมขยายไปยังประเทศมาเลเซียผ่านพันธมิตร รวมถึงมีแผนเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ในช่วง 2H69 (บล.เคจีไอ, บล.พาย)

บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลที่ดี โดยประกาศจ่ายเงินปันผลงวด 2H68 ที่ 0.5 บาท/หุ้น (XD 11 พ.ค. 69) และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ทั้งปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ราว 5% - 6% (บล.เคจีไอ, บล.พาย)

ปัจจัยลบ


อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง YoY จากระดับ 64.6% ในปี 2568 (บล.พาย คาด GPM ปี 2569 จะลดลง 280 bps มาอยู่ที่ 61.8%) เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ Bonus Suki ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับการทำโปรโมชันบุฟเฟต์ต่อเนื่องของ MK (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ)

คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในปี 2569 จะขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเติบโตของรายได้ โดยกำไรช่วง 1H69 มีแนวโน้มอ่อนตัวลง YoY เนื่องจากฐานกำไรที่สูงใน 1H68 และถูกกดดันจากแผนการเร่งขยายสาขา Bonus Suki ที่คาดว่าจะยังคงเผชิญกับผลขาดทุนต่อเนื่องใน 1H69 ก่อนที่จะพลิกกลับมาทำกำไรได้ในช่วงสิ้นปีนี้หรือปี 2570 (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.พาย)

มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มในการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพนักงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง โดยปัจจุบันมีพนักงานส่วนเกินราว 25% เพื่อรองรับการเปิดร้านใหม่ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขยายสาขาเชิงรุก (บล.ลิเบอเรเตอร์)

ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของต้นทุนวัตถุดิบในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) แม้ว่าบริษัทจะล็อกราคาวัตถุดิบหลัก (เป็ด, หมู, เนื้อ, อาหารทะเล) ครอบคลุมช่วง 1H69 ไปแล้ว แต่ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลลบต่อราคาวัตถุดิบในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้หาก GPM เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 1% จะกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิราว 16% (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.พาย)

เผชิญภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมร้านอาหาร ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ขณะที่การปรับราคาขายทำได้ยากเนื่องจากบริษัทหันมาเน้นสัดส่วนการทำตลาดบุฟเฟต์มากขึ้น นอกจากนี้ ยอดขายของบางแบรนด์ในเครือยังคงอ่อนแอ เช่น ร้านแหลมเจริญซีฟู้ด ที่มี SSSG ติดลบกว่า 10% ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (บล.เคจีไอ, บล.พาย)

ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น M เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews


Related Topics

Reported by

Pariwat Hinploy

Pariwat Hinploy

Senior Reporter, efinanceThai