ดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 1,300 จุด รับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

รูป ดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 1,300 จุด รับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 เม.ย. 69 6:51: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดพุ่งแรงในวันพุธ (8 เม.ย.) จากแรงช้อนซื้อของนักลงทุน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,910.79 จุด พุ่งขึ้น 1,326.33 จุด (+2.85%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,782.83 จุด เพิ่มขึ้น 165.98 จุด (+2.51%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,635.00 จุด พุ่งขึ้น 617.15 จุด (+2.80%)

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนมี.ค. ขณะที่ดาวโจนส์ทำสถิติปรับขึ้นรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 2025

ดัชนีหลักทั้งสามดีดตัวขึ้นตั้งแต่เปิดตลาด หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมโจมตีอิหร่าน ซึ่งสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกและส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก อาจกลับมาเปิดเดินเรือได้ในวันพฤหัสบดีหรือศุกร์ก่อนการเจรจาสันติภาพ หากประเทศคู่ขัดแย้งสามารถตกลงกรอบการหยุดยิงได้

ไมค์ ดิกสัน หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนของ Horizon Investments กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดในวันนี้เป็นไปตามคาด แม้ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ แต่ตลาดก็คลายกังวล เพราะหากสถานการณ์กลายเป็นอื่นอาจเลวร้ายกว่านี้มาก เราจึงเห็นแรงรีบาวด์ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ยังขานรับปัจจัยบวกจากการหยุดยิงเช่นกัน โดยตลาดหุ้นยุโรปปรับขึ้น 3.9% ส่วนดัชนี MSCI World เพิ่มขึ้นกว่า 3% ซึ่งทั้งสองดัชนีทำสถิติพุ่งขึ้นรายวันมากที่สุดในรอบหนึ่งปี

รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนของ Baird กล่าวว่า ประเทศอื่นๆ เผชิญความเสี่ยงจากภาวะราคาพลังงานและอาหารพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงหนักกว่าสหรัฐฯ ดังนั้นการคลี่คลายสถานการณ์จึงเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นต่างประเทศในระยะสั้นมากกว่า

ดัชนีความผันผวน CBOE หรือ VIX ซึ่งสะท้อนความวิตกของนักลงทุน ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI และ Brent ปรับลดลง 16.4% และ 13.3% ตามลำดับ โดยทั้งคู่ปิดต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ เดือนมี.ค. ที่เผยแพร่ในวันพุธ บ่งชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายมีแนวโน้มเปิดกว้างต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น หลังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 จากผลกระทบราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสงคราม

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ดัชนีหุ้นกลุ่มขนส่งของดาวโจนส์ ปิดพุ่ง 3.23% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Russell 2000 ปิดเพิ่มขึ้น 2.97% และดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียดีดขึ้น 6.34%

- หุ้น 8 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 บวกขึ้นมากกว่า 2% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมปรับขึ้นมากที่สุด ปิดพุ่ง 3.75% ขณะที่กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มเดียวที่ปิดลบ ร่วงไป 3.7% หลังราคาน้ำมันลดลง

- หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักตั้งแต่เกิดสงครามดีดตัวแรง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินพาณิชย์พุ่งขึ้น 5.7%, กลุ่มท่องเที่ยวพุ่งขึ้น 5.2% และกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านพุ่งขึ้น 4.9%

- หุ้น Delta Air Lines พุ่งขึ้น 3.8% แม้จะคาดการณ์กำไรไตรมาสสองต่ำกว่าคาด และยังไม่ปรับประมาณการทั้งปี เนื่องจากความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่าน ขณะที่หุ้น Southwest Airlines พุ่ง 6.7% และ United Airlines พุ่ง 7.9%

- หุ้นบริษัทเรือสำราญ Carnival ดีดขึ้น 11.2% และ Norwegian Cruise Line พุ่ง 7.6%

- หุ้น Levi Strauss พุ่งขึ้น 10.7% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรทั้งปี

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 20,640 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 19,420 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 5.67 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 197 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 45 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดค มีหุ้นบวก 3,582 หุ้น และหุ้นลบ 1,174 ตัว โดยจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 3.05 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 21 ตัว และจุดต่ำสุด 5 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 133 ตัว และจุดต่ำสุด 57 ตัว

ที่มา Reuters



Related Topics

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju