ประธานตลท. จ่อชงคลังออกกฎหมาย Dual-Class Shares หนุนปลดล็อกธุรกิจครอบครัวเข้าตลาดหุ้น

รูป ประธานตลท. จ่อชงคลังออกกฎหมาย Dual-Class Shares หนุนปลดล็อกธุรกิจครอบครัวเข้าตลาดหุ้น

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 เม.ย. 69 15:28 น.

ประธานตลท. จ่อหารือกระทรวงการคลัง ผลักดันออกกฎหมาย Dual-Class Shares หวังปลดล็อกธุรกิจครอบครัวเข้าตลาดหุ้นและเพิ่ม Free Float หุ้นมากขึ้น ชี้มีแผนดึงบริษัทในประเทศไทยเข้ามาจะทะเบียนกว่า 1 หมื่นบริษัท แย้มเห็นด้วยรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมย้ำต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยภายในงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ "สูตรสำเร็จและความล้มเหลวของธุรกิจครอบครัวไทย : ถอดบทเรียนจากธุรกิจครอบครัวระดับโลก" โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

ตลท. เตรียมหารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการเสนอรัฐบาลให้ออกกฎหมายเรื่องของโครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) เพื่อให้บริษัททั้งรัฐวิสาหกิจ,บริษัทต่างประเทศที่ได้รับ BOI และธุรกิจครอบครัวดีๆเอาหุ้นมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยที่เขายังมีอำนาจควบคุมและมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ได้มีการศึกษาเรียบร้อยในเบื้องต้นแล้วและกำลังจะเสนอเรื่องนี้ต่อกระทรวงการคลัง

มองกฎหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ต้องกลัวว่าจะถูก Delete ออกไปหรือเสียอำนาจควบคุม และหากทำได้แบบนี้จะทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ของหุ้นมากขึ้น ซึ่งวันนี้กองทุนต่างประเทศอยากจะซื้อหุ้นดีๆ แต่หุ้นไทยมีจำนวนน้อยเลยไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งหากสามารถปลดล็อกตัวนี้ได้มันจะช่วย

ทั้งนี้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) สัดส่วน 76% มาจากธุรกิจครอบครัว ซึ่ง ตลท.พยายามจะสร้างธุรกิจครอบครัวให้เข้มแข็งและส่งเสริมให้ธุรกิจครอบครัวมีธรรมาภิบาล (Good Governance) เพื่อนำมาเข้าจดทะเบียนในตลาดทุน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำมาหลายปีก็ทำให้ได้บริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวดีๆเข้ามาอยู่ในตลาดทุนไทย

ชี้ธุรกิจครอบครัวไทยที่เติบโตวันนี้ บริษัทที่จ่ายเงินปันผลดีๆมักเป็นธุรกิจครอบครัว เนื่องจากเขาต้องการนำเงินปันผลไปใช้ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่คิดว่าธุรกิจครอบครัวไทยมีความสำคัญต่อตลาดทุนไทย และ ตลท.ก็พยายามจะสร้างความเข้มแข็งให้ โดยเอาบทเรียนของต่างประเทศมาดูว่าบริษัทที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในตลาดทุน

ขณะที่พบว่าบริษัทเหล่านี้มีการกำกับกิจการที่ดีหรือ Good Governance ซึ่งเป็นหลักที่ ตลท.พยายามจะใช้ จึงทำให้การถอดบทเรียนบริษัทที่ล่มสลายหรือล้มเหลวไป เพราะไม่มีการกำกับกิจการที่ดีทั้งของธุรกิจและครอบครัวจึงเกิดความขัดแย้งในครอบครัว โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างสูตรที่สำเร็จและล้มเหลวจากการถอดบทเรียน และหนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวบุกเบิกให้ธุรกิจครอบครัวไทยนำไปศึกษา

ปัจจุบันมีบริษัทในประเทศไทยจำนวนกว่า 1 แสนบริษัท และมีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯปัจจุบันแค่ 896 บริษัท ถ้าสามารถเอาซัก 10% ของจำนวนบริษัททั้งหมด 1 แสนบริษัทให้ดีขึ้น เราจะมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 1 หมื่นบริษัท จึงเป็นเป้าหมายที่ ตลท.อยากจะนำธุรกิจครอบครัวที่ดีๆมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเรามีหน้าที่ให้ความรู้ เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวไทยหันมามองว่าตลาดทุนไทยมีความสำคัญในแง่ของผู้ลงทุนและเจ้าของกิจการ เพื่อให้ธุรกิจสืบทอดได้อย่างยั่งยืน

มองว่าตอนนี้ธุรกิจครอบครัวไทยต้องรีบปรับตัว เพราะจริงๆได้รับผลกระทบตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีหรือ AI แล้ว ซึ่งวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ถ้าธุรกิจครอบครัวไทยไม่ปรับตัวคงไม่รอด เช่น พลังงานที่ใช้ไฟฟ้าหากหลายบริษัทปรับตัวการใช้ล่วงหน้า ปีนี้ก็อาจไม่กระทบเยอะ ซึ่งต้องปรับตัวให้รวดเร็ว เพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นตอนนี้การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้เร็วเป็นประโยชน์ จึงมองว่าธุรกิจครอบครัวไทยหยุดนิ่งไม่ได้และต้องใช้เวลา

ข้อสรุปของผมคิดว่าธุรกิจครอบครัวที่ดีควรเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะจะมีความโปร่งใส และครอบครัวก็จะสามารถตรวจสอบกันได้และไม่มีการขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือไม่มีการโยกย้ายเงินไปเข้าพี่น้องคนใดคนหนึ่งได้ จึงเชื่อว่าหากธุรกิจครอบครัวใช้หลักของการกำกับกิจการที่ดีของตลาดหลักทรัพย์ฯก็คิดว่าสังคมไทยก็จะดีขึ้น

"ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ถ้าศึกษาบทเรียนที่ผ่านมาจะพบว่าธุรกิจครอบครัวไทยที่โตได้ทุกวันนี้ ถ้าไม่มีตลาดทุนไทยก็ยากมากที่เขาจะเติบโตได้" ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าว

ส่วนกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินและขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทย ความเห็นส่วนตัวคิดว่าการกู้กับไม่กู้ประเทศไทยจะลำบาก เพราะถ้าไม่กู้แล้วไทยไม่มีเงินที่จะมาช่วยผู้เปราะบางหรือคนที่เดือดร้อน จึงคิดว่าการกู้โดยมีเป้าหมายดีกว่าการไม่กู้ รวมถึงต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน โดยคำถามสำคัญคือกู้เงินแล้วมาทำอะไรเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะกู้แล้วมาพัฒนา Reskill และ Upskill อย่างที่ท่านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยพูด และอีกหนึ่งคำถามแล้วจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งถ้าจะกู้มาต้องมีเป้าหมายว่าจะไปช่วยโครงสร้างหรือปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยยังไง ซึ่งไม่ใช่กู้มาแล้วนำไปแจกเงินอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีเป้าหมายทั้งการ Reskill และช่วยเหลือผู้ประกอบการยังไง

อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลจะหาเงินที่ไหนมาลดหนี้สาธารณะ ซึ่งข้อเสนอหลายเรื่องน่าสนใจมากไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษี VAT และการปรับโครงสร้างภาษีซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ โดยคิดว่ารอบนี้หากรัฐบาลจะให้ขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ต้องมีมาตรการในการหารายได้เพิ่ม ซึ่งไม่มีอย่างอื่นแล้วนอกจากภาษี แต่จะเป็นภาษีแบบไหนและจะช่วยคนที่เปราะบางแบบไหนมากกว่า

"ผมถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะปรับโครงสร้างประเทศ ถ้าจะกู้เงินเพิ่มมาแจกๆก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คราวนี้เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้คงจะมีเป้าหมายสำคัญ อาทิ การศึกษาหรือผู้สูงอายุที่จะมาเป็นคลื่นกระแทก ซึ่งต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะเอาเงินมาทำอะไร เช่น เอามาลงทุนสร้างถนนหรือรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้สำเร็จไหม รวมถึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามารัฐบาลจะมีกลไกอยางไรให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย" ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าว



Related Topics

Reported by

Pariwat Hinploy

Pariwat Hinploy

Senior Reporter, efinanceThai