SCB EIC ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปี 69 เป็นโต 1.7% รับอานิสงส์มาตรการภาครัฐ - ห่วง ศก.เปราะบางและความเสี่ยงจากสงคราม

รูป SCB EIC ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปี 69 เป็นโต 1.7% รับอานิสงส์มาตรการภาครัฐ - ห่วง ศก.เปราะบางและความเสี่ยงจากสงคราม

efinAI


SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ขึ้นเป็น 1.7% จากเดิมคาดโต 1.4% รับแรงพยุงมาตรการภาครัฐ หวั่นภาวะเศรษฐกิจยังเปราะบางและยังมีความเสี่ยงจากสงครามสูง

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ระบุในบทวิเคราะห์เรื่อง SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 1.7% จากแรงพยุงมาตรการภาครัฐ แต่มองเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและยังมีความเสี่ยงจากสงครามสูง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/69 ที่ขยายตัวสูงและมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางมากขึ้น

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน เม.ย. เร่งขึ้นเป็น 2.9% สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี หลังจากราคาน้ำมันในประเทศปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด และเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้ผลิตเร่งตัวแรงกว่ามากถึง 9.1% ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง คาดว่าการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาผู้บริโภคจะทยอยเห็นมากขึ้นในช่วงข้างหน้า แต่จะทำได้จำกัดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกดดันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs อีกทั้งด้านพลวัตทางธุรกิจปรับแย่ลง จำนวนธุรกิจเปิดใหม่หดตัว ขณะที่จำนวนธุรกิจปิดตัวมากขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ความเชื่อมั่นของธุรกิจและผู้บริโภคปรับลดลงแรงต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหดตัว -7% ในเดือน เม.ย. และ -3% ในช่วง 17 วันแรกของเดือน พ.ค. ข้อมูลส่งออกภาพรวมขยายตัวสูง 18.7% ในเดือน มี.ค. แต่กระจุกตัวในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (แต่ตลาดตะวันออกกลางหดตัวถึง -57.1%) ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวแรง 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลในไตรมาสแรกของปี

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 อยู่ที่ 1.7% (เดิม 1.4%) แต่โตกระจุกตัวในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI และ Digital

ประเด็นหลักในการปรับประมาณการครั้งนี้ คือ

1.พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้กลับมาได้ราว 0.6 pp. บนสมมติฐานว่าเม็ดเงินจะแบ่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ปีนี้ 274,000 ล้านบาท คือ แผนงานช่วยเหลือ (เช่น ไทยช่วยไทย พลัส) 198,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพระยะสั้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. และแผนงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดราว 76,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายสู่เศรษฐกิจได้ในไตรมาสที่ 3-4

2.การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามโมเมนตัมที่ดีในไตรมาสแรก อีกทั้ง ยอดมูลค่าการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ AI และ Data center

3.มูลค่านำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนผลของราคานำเข้าที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลก

4.ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 69 ปรับลดลงอยู่ที่ 31.7 ล้านคน (เดิม 33.2 ล้านคน) ตามจำนวนเที่ยวบินที่ปรับลดลงและตั๋วโดยสารแพงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยและความเปราะบางของกำลังซื้อ

ทั้งนี้คาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 1.7% นับว่าชะลอตัวจากปี 68 ที่ 2.4% และปี 67 ที่ 2.9% มาก สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มเร่งตัวเกินกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 3.6% จากที่เคยติดลบ -0.1% ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น


กนง.มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น

SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงเกินกรอบตลอดช่วงที่เหลือของปี ขณะที่บทบาทนโยบายการคลังที่ทยอยออกมาลดผลกระทบจากสงครามจะช่วยประคองอุปสงค์ในประเทศได้ในระดับหนึ่ง จึงลดความจำเป็นที่ กนง. จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินมี Policy space จำกัด ทั้งนี้คาดว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและมาตรการช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า


เศรษฐกิจโลกปี 69 จะชะลอลงบ้างจากแรงกดดันสงคราม ขณะที่ธนาคารกลางหลักไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มได้

SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 2569 โดยในไตรมาส 1 เศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ขยายตัวดีจากกระแสการลงทุน AI ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบเต็มที่ มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากความยืดเยื้อของสงคราม ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน กดดันภาคการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดย SCB EIC มองว่า เศรษฐกิจยูโรโซนและญี่ปุ่น จะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ดีจากแรงหนุนการลงทุน AI และเสถียรภาพตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากการผลิตและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะความต้องการสินค้าเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกที่เร่งขึ้น เช่น แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์

ธนาคารกลางหลักจะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม และอาจไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ในปีนี้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดทั้งปี (เดิมคาดปรับลด 1 ครั้ง) จากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและแนวโน้มตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 2.25% (เดิมคาดคงดอกเบี้ย) เพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ แต่ ECB จะไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้มาก เนื่องจากเศรษฐกิจยังเปราะบาง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 1.0% ในปีนี้ (เดิมคาดปรับขึ้น 2 ครั้ง) โดยให้ความสำคัญกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงมากขึ้นจากผลกระทบสงคราม ในภาพรวมภาวะการเงินโลกจะตึงตัวขึ้น ความยืดเยื้อของสงครามจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับสูงขึ้นอย่างมีนัย

การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 สะท้อนบทบาทสำคัญของนโยบายการคลังในการประคองเศรษฐกิจ มากกว่าการฟื้นตัวจากแรงส่งเชิงโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะสงครามต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบต่างๆในช่วงที่เหลือของปี

อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news


Related Topics

Reported by

Pariwat Hinploy

Pariwat Hinploy

Senior Reporter, efinanceThai