YLG ชี้ทองพักฐาน จับตาเฟด 29 เม.ย. ฟังแถลงการณ์สุดท้าย “พาวเวล” ลุ้นปลายปี 69 แตะ 6,200-6,300 เหรียญ

รูป YLG ชี้ทองพักฐาน จับตาเฟด 29 เม.ย. ฟังแถลงการณ์สุดท้าย “พาวเวล” ลุ้นปลายปี 69 แตะ 6,200-6,300 เหรียญ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 เม.ย. 69 15:23 น.


YLG มองราคาทองคำระยะสั้นแกว่งพักฐาน หากเฟดคงดอกเบี้ย 3.50%-3.75% และยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย พร้อมจับตาถ้อยแถลงสุดท้ายของ “พาวเวล” ก่อนหมดวาระ ส่วนภาพระยะยาวยังเป็นขาขึ้น รับแรงซื้อธนาคารกลางทั่วโลกและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์หนุนราคา ลุ้นปลายปี 69 พุ่งแตะ 6,200-6,300 เหรียญ

 

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ในช่วง “พักฐาน” ระยะสั้น จากภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนระหว่างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ


และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งมีกำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในคืนวันพุธที่ 29 เมษายนนี้ เวลา 01.00น. ตามเวลาไทย โดยคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 

 
และต้องจับตาแถลงการณ์ของ “เจอโรม พาวเวล” ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายในการประชุม Fed ก่อนจะหมดวาระตำแหน่งประธาน Fed ในวันที่ 15 พ.ค. โดยหากยังคงส่งสัญญาณไม่รีบเร่งในการปรับลดดอกเบี้ยเช่นเคย จะกดดันราคาทองคำระยะสั้น เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง


อย่างไรก็ตามแม้ราคาทองคำระยะสั้นช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเพื่อพักฐาน แต่ภาพรวมในระยะยาวยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง (Structural Bull Market) โดยวายแอลจี แนะนำให้นักลงทุนทยอยเข้าซื้อสะสม ในจังหวะที่ราคาอ่อนตัว

 
"ทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นสำคัญ หาก Fed ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาด (Hawkish) อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงต่อได้ในระยะสั้น ในทางกลับกัน หาก Fed เริ่มแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย และส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัว และสามารถปรับขึ้นทดสอบระดับสูงสุดเดิม ทำ All-Time High ได้อีกครั้ง" นางพวรรณ์ กล่าว

 
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยบวกสำคัญที่รอสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว ได้แก่

 
1. แรงซื้อจากธนาคารกลาง: ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี ที่ยังคงเดินหน้าทยอยสะสมทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ซึ่งถือเป็นแรงซื้อที่มีคุณภาพ

 
2. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้ทองคำยังคงสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในภาพใหญ่ โดยหากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น หรือขยายวงกว้างจากการช่องแคบฮอร์มุซ ไปช่องแคบมะละกาซึ่งกระทบจีนอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นแรงผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์อีกครั้ง

 
ทั้งนี้ ในมุมมองระยะยาว สถาบันการเงินชั้นนำของโลก อาทิ J.P. Morgan และ UBS ประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 6,200 - 6,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ภายในสิ้นปี 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดทองคำในระยะถัดไป



Related Topics

Reported by

Chutima Apichaisuksakul

Chutima Apichaisuksakul

Senior Reporter, efinanceThai