| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 22 พ.ค.69 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 44.00 | | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 38.50 | | บล.หยวนต้า | TRADING | 38.00 | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 38.00 | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 32.00 | | บล.บัวหลวง | ถือ | - | | บล.เคจีไอ | ขาย | 28.00 | สรุปปัจจัยบวก + + ธุรกิจเดิมฟื้นตัวและผ่านจุดต่ำสุดแล้ว: ผลประกอบการใน 1Q26 (หรือ 1Q69) ถือเป็นจุดต่ำสุด และคาดว่ากำไรหลักจะฟื้นตัวเร่งตัวขึ้นตามภาพอุตสาหกรรมใน 2H26 โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 26F-27F จะเติบโตแข็งแกร่งราว +47% ถึง +55% (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ) + ความชัดเจนใน 3 โปรเจกต์ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven): เป็นปัจจัยบวกและ Growth driver ใหม่ที่จะเปลี่ยนผ่านบริษัทไปสู่ AI infrastructure manufacturing story อย่างเป็นรูปธรรม มีรายได้และอัตรากำไรที่สูงกว่าธุรกิจเดิม (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) โดยมีรายละเอียดดังนี้: + Phononic (Solid-state cooling): เซ็นสัญญาข้อตกลงปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว (Volume agreement) มีการปรับเพิ่ม CAPEX เป็น 2.2 พันล้านบาท (จากเดิม 1.9 พันล้านบาท) อยู่ระหว่างขั้นตอน qualification คาดเสร็จปลาย มิ.ย. 26 และจะเริ่ม Mass production ใน 1Q27 (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) + High-density PCBA (อุปกรณ์ทดสอบ optical สำหรับ AI Data Center ระดับ 1.6T): ได้งานใหม่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งมีโอกาสขึ้นเป็นลูกค้ารายใหญ่ 5 อันดับแรก (Top 5) ภายในหนึ่งปี คาดว่าจะเริ่มผลิตช่วงปลาย 4Q26 หรือ 1Q27 โดยคาดสร้างรายได้คิดเป็น 7-8% ของรายได้รวม (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) + PMS (Solid-state transformer / SiC device): มีกลยุทธ์ปรับเปลี่ยนไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านกำลังไฟฟ้าเพื่อรองรับธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง (Renewable energy, EV charging, Data center) คาดการออกแบบจะเสร็จและเริ่มรับรู้รายได้ครั้งแรกในช่วง 2H27 ซึ่งจะช่วยลดผลขาดทุนของ PMS ลงได้ (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) + ผลดำเนินงานโรงงานอยุธยาและโรงงานในต่างประเทศปรับตัวดีขึ้น: * โรงงานอยุธยา มีอัตราการใช้กำลังการผลิต (utilization) ฟื้นตัวจาก 43% ขึ้นมาอยู่ที่ราว 50% และกลับมามีกำไรจากการดำเนินงาน (operational profit) (บล.ทรีนีตี้) + China IC ฟื้นตัวเด่นจาก EV module และ Power module หลังปรับลดงานที่มาร์จิ้นต่ำออก (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป) + โรงงานในกัมพูชา (Cambodia) เติบโตดีจากการย้ายฐานผลิตมาจาก Jiaxing เพื่อเลี่ยงปัญหากำแพงภาษี (Tariff) และเตรียม Mass production สินค้ากลุ่ม Medical ในเดือน มิ.ย. (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป) + โรงงาน RFID ในโอไฮโอ (HANA Ohio) มีคำสั่งซื้อใหม่เตรียมผลิตใน 4Q69 ช่วยหนุนให้กลับมามีกำไร (บล.ฟิลลิป) + แนวโน้มกำไร 2Q69 ฟื้นตัวแบบ QoQ และ YoY: คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตขึ้นจากฐานที่ต่ำในไตรมาสแรก และได้รับปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) สรุปปัจจัยลบ - - ผลประกอบการ 1Q26 (หรือ 1Q69) ออกมาอ่อนแอและต่ำกว่าคาด: รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 102 - 103.5 ล้านบาท (ลดลงอย่างรุนแรงราว -77% ถึง -79% YoY และ -27% ถึง -28% QoQ) ซึ่งหากตัดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและอนุพันธ์ออก จะมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานปกติถึง 12 ล้านบาท (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - มาร์จิ้นถูกกดดันและมีค่าใช้จ่ายพิเศษสูง: * อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือ 8.1% - 9.3% ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าในไตรมาส 1 และการตั้งสำรอง/write down สินค้าคงคลังเก่าเก็บ 60.5 ล้านบาท รวมถึงมีค่าเผื่อวัตถุดิบ (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - สัดส่วน SG&A ต่อขยายตัวพุ่งขึ้นสูง (Norm.SG&A to sale 8.9%) เพิ่มขึ้น +17% YoY และ +50% QoQ จากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย R&D และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญก้อนใหญ่ถึง 54 ล้านบาท (รวมการตั้งค่าเผื่อลูกหนี้และวัตถุดิบ 114.5 ลบ. ที่โรงงานลำพูน) ซึ่งอาจสะท้อนความเสี่ยงด้านการเก็บหนี้และการสั่งซื้อของลูกค้ารายนี้ในอนาคต (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - ปัญหาการขาดแคลนและการแข่งขันด้านแรงงาน: โรงงานที่อยุธยายังเจอปัญหาคอขวดและข้อจำกัดในการจ้างแรงงานและช่างเทคนิค เนื่องจากมีการแข่งขันสูงจากบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทจีนที่ยอมจ่ายค่าจ้างสูงกว่าตลาด ทำให้ขยายกำลังการผลิตตามดีมานด์ได้จำกัด (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป) - ผลกระทบจากปัญหากำแพงภาษี (Tariff) และการแข่งขัน: โรงงานฝั่ง EMS ใน Jiaxing รายได้ลดลงจากประเด็น Tariff รวมถึงโรงงาน RFID ในสหรัฐฯ (HANA Ohio) ที่ยังเผชิญภาวะขาดทุนเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดที่รุนแรง แม้ยอดขายจะฟื้นตัว (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป) - ความต้องการในตลาดดั้งเดิมฟื้นตัวช้า: อุปสงค์ในกลุ่ม PC และสมาร์ทโฟน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30-35% ของรายได้รวมยังคงฟื้นตัวจำกัดและท้าทาย (บล.เคจีไอ) รวมถึงความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์จากปัญหาชายแดนในกัมพูชา (บล.ทรีนีตี้) - มูลค่าหุ้น (Valuation) ค่อนข้างตึงตัวและแพงเกินไปในระยะสั้น: ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงกว่า 61% - 86% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนความคาดหวังเรื่อง AI ไปมากแล้ว ส่งผลให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward ratio) ไม่คุ้มค่า โดยปัจจุบันซื้อขายที่ Forward P/E สูงถึง 33 เท่า (+1.25 S.D.) ในขณะที่รายได้จากโครงการ AI ใหม่ๆ จะยังไม่เห็นผลหรือมีนัยสำคัญจนกว่าจะถึงปลายปีนี้หรือช่วงปี 2027 (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |