ภาพรวมตัวเลขล่าสุด
สำนักงานสถิติของสหภาพยุโรปเปิดเผยว่ายอดค้าปลีกของยูโรโซนในเดือนก.พ. ปรับตัวลดลง 0.2% เทียบเดือนต่อเดือน หลังจากเดือนม.ค. ทรงตัว และผลลัพธ์ดังกล่าวอ่อนแรงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งสอบถามโดย The Wall Street Journal คาดไว้ที่ลดลง 0.1%
แรงกดดันหลักมาจากยอดขายอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบที่หดตัว 0.5% ขณะที่ยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงยานยนต์เพิ่มขึ้น 0.7% ก่อนราคาพลังงานจะพุ่งขึ้นในเดือนมี.ค. จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลนี้ครอบคลุมช่วงเวลาก่อนการโจมตีครั้งแรกของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และก่อนเกิด Oil Shock ที่ตามมาในประเทศขนาดใหญ่ ยอดค้าปลีกของเยอรมนีลดลง 0.6% ฝรั่งเศสลดลง 0.1% ส่วนอิตาลีและสเปนทรงตัว ทั้งนี้ยอดค้าปลีกของทั้ง 21 ประเทศ ในยูโรโซนเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับเดือนก.พ. 2025
มุมมองต่อเงินเฟ้อและ ECB
ดัชนีเงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนพุ่งขึ้นเป็น 2.5% ในเดือนมี.ค. จาก 1.9% ในเดือนก.พ. ขณะเดียวกันนักลงทุนเพิ่มคาดการณ์ต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป และคาดว่าจะมีการขึ้นอย่างน้อยสองครั้งในปีนี้ ตามข้อมูลของ LSEG
อังคิตา อมาจูรี จาก Pantheon Macroeconomics กล่าวไว้ว่า “เราคาดว่ายอดค้าปลีกจะอยู่ในโซนต่ำไปอีก 2-3 เดือน เนื่องจากครัวเรือนจะเห็นรายได้ที่แท้จริงลดลง” ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้ออาจยังถูกกดดันต่อเนื่อง หากต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูง
ผลกระทบต่อนักลงทุนและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลยอดค้าปลีกยูโรโซนที่อ่อนตัวลงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินยูโร หากตลาดมองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอลงเร็วกว่าคาด ขณะเดียวกันอาจหนุนพันธบัตรรัฐบาลยุโรประยะสั้น ในกรณีที่นักลงทุนคาดว่า ECB ต้องบริหารความเสี่ยงเงินเฟ้อและการเติบโตอย่างระมัดระวังมากขึ้น
สำหรับหุ้นกลุ่มค้าปลีกและธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของครัวเรือน ข้อมูลนี้อาจสะท้อนแรงกดดันด้านรายได้จริงและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่วนหุ้นพลังงานและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันอาจยังได้อานิสงส์จากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นักลงทุนที่ต้องการติดตามภาพรวมสามารถดูภาพรวมตลาดยุโรป และอ่านบทวิเคราะห์เศรษฐกิจยุโรป เพื่อประกอบการตัดสินใจ