ส่องกล้อง KTC : ผลประชุมนักวิเคราะห์ ออกมาดีกว่าคาด เห็นสัญญาณอัพเป้า - กำไร

รูป ส่องกล้อง KTC : ผลประชุมนักวิเคราะห์ ออกมาดีกว่าคาด เห็นสัญญาณอัพเป้า - กำไร

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 พ.ค. 69 15:04 น.

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 22 พ.ค.69

ชื่อโบรก คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย
บล.ฟิลลิป ซื้อ 40.00 บาท
บล.กรุงศรี ซื้อ (Buy) 39.00 บาท
บล.เคจีไอ ซื้อ 36.00 บาท
บล.บัวหลวง ซื้อ
ไม่ระบุราคาเป้าหมาย


สรุปปัจจัยบวก+ โมเมนตัมการเติบโตของกำไรยังแข็งแกร่งต่อเนื่องใน 2Q69 โดยกำไรสุทธิ 1Q69 เติบโตเด่นถึง 17% YoY คิดเป็น 28% ของประมาณการเต็มปี เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำรองฯ ลดลง 16% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 13% (บล.เคจีไอ)

+ คุณภาพสินทรัพย์และโครงสร้างลูกค้ามีความแข็งแกร่ง โดยพอร์ตสินเชื่อกว่า 50% เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ต่อเดือนสูงกว่า 25,000 บาท ส่งผลให้สามารถคงค่าใช้จ่ายสำรองฯ (Credit cost) ไว้ในระดับต่ำที่ 5.1% ใน 1Q69 และ NPL บัตรเครดิตลดลง 2% QoQ / 7% YoY (บล.เคจีไอ)

+ การเลื่อนแผนลงทุนด้าน IT ไปเป็น 3Q69 (จากเดิม 2Q69) ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานใน 2Q69 และช่วยรักษาสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ไว้ในระดับต่ำ (บล.เคจีไอ)

+ มีการปรับประมาณการกำไรปี 2569F/2570F ขึ้นเล็กน้อยราว 4% เพื่อสะท้อนสมมติฐานต้นทุนการระดมเงินหรือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.5%/2.4% (บล.เคจีไอ)

+ ผลงานใน 1Q69 เติบโตดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม ทั้งธุรกิจบัตรเครดิตที่ยอดใช้จ่ายโต 3.7% (อุตสาหกรรมโต 0.7%) และสินเชื่อส่วนบุคคลที่โต 3.3% (อุตสาหกรรมโต 0.5%) ส่งผลให้มาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นทุกมิติ (บล.ฟิลลิป)

+ คาดแนวโน้ม 2Q69 ยังรักษาโมเมนตัมที่ดีได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากแคมเปญการตลาด รวมถึงช่วงเปิดเทอมและการท่องเที่ยวในวันหยุดยาวที่ช่วยเพิ่มความต้องการสินเชื่อ และมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายในธุรกิจประกันที่เติบโตได้ดี (บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง)

+ มีระดับความมั่นคงของฐานะทางการเงินสูง โดยมีสัดส่วนสำรองต่อ NPL (Coverage ratio) แข็งแกร่งและสูงถึง 408% (บล.ฟิลลิป)

+ คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 เติบโตต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 8.1 - 8.19 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% - 5% YoY จากรายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อ (บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง)

+ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับที่น่าดึงดูดใจ โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลปี 2569 ที่ 1.84 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Yield สูงประมาณ 5% - 6.3% ต่อปี (บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง)

+ มีงบดุลที่แข็งแกร่งและอยู่ระหว่างการดำเนินธุรกิจขายประกัน ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาเป็นตัวช่วยต่อยอดรายได้ในอนาคต (บล.กรุงศรี)

+ แผนการดำเนินงานจากการประชุมนักวิเคราะห์ออกมาดีตามคาด และจัดเป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่ม Consumer Finance (บล.กรุงศรี)

สรุปปัจจัยลบ- มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบและกดดันต่อการบริโภคของประชาชนในภาพรวม (บล.เคจีไอ)

- ในช่วง 2Q69 มีความเป็นไปได้ที่ NPL อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นชั่วคราว เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้มีลูกค้าบางส่วนชำระเงินล่าช้ากว่ากำหนด (บล.ฟิลลิป)

- ในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะตั้งแต่ 3Q69 เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในระยะสั้น จากการเริ่มลงทุนในระบบ IT และระบบ Core system ใหม่ (บล.ฟิลลิป)

- ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดร้านอาหารมีสัญญาณปรับตัวลดลงบ้าง (บล.บัวหลวง)

- ความเสี่ยงเชิงระบบหาก NPLs และค่าใช้จ่ายสำรองฯ (Credit cost) กลับมาเร่งตัวขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อาจถูกกดดัน (บล.เคจีไอ)

ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews


Related Topics