ละตินอเมริกา: ทำไมตลาดหุ้นยังพอใช้ได้ท่ามกลางสงคราม?

efinAI
สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหรือ ETF น่าจะมีคำถามที่เกิดขึ้นมาในตอนนี้ คือจะลงทุนในกองเอเชียอย่างเดียวหรือกอง Emerging Market ซึ่งมีหุ้นละตินอเมริกาพ่วงเข้าไปด้วยดีกว่า และหากตลาดหุ้นละตินอเมริกาไม่แย่เหมือนในอดีต เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
โดยจะลงทุนในกองเอเชียอย่างเดียวหรือกอง Emerging Market ที่มีหุ้นละตินอเมริกาพ่วงเข้าไปด้วยดีกว่า? ณ ตรงนี้ ผมมองว่าได้ทั้ง 2 แบบ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคนที่ชอบแบบ Pure Play หรือแบบต้องการกระจายความเสี่ยงมากกว่ากัน เนื่องจากภาพเศรษฐกิจและอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นละตินอเมริกาจะว่าไปแล้วในรอบปีที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มอนาคตอันใกล้ถือว่าไม่ได้ขี้เหร่มาก โดยเมื่อต้นถึงกลางปีก่อน ยังถือว่าร้อนแรงมากเสียด้วยซ้ำ แม้ในช่วงนี้จะดูว่าไม่มีกระแส AI มาขับเคลื่อนตลาดเหมือนอย่างในเอเชียก็ตามที ทว่าก็ไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันกลางเหมือนกับเอเชีย
บทความนี้ จะขอสำรวจว่าเพราะเหตุใดเมื่อเกิดวิกฤตตะวันออกกลางในรอบนี้ ละตินอเมริกาถึงไม่ได้เกิดอาการไม่ดีเหมือนเมื่อ 10-30 ปีก่อน โดยจะประเมินว่าในอนาคตอันใกล้ เศรษฐกิจละตินอเมริกาจะออกอาการแย่หรือไม่และมีปัจจัยใดซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ต้องจับตาในปีนี้
ขอเริ่มจากสิ่งที่เราเชื่อกันมาตั้งแต่ในอดีตว่าประเทศในละตินอเมริกาเหมือนต้องมนต์คำสาป ที่ฝรั่งเรียกว่า Original Sin หรือบาปที่เคยทำมาแต่ชาติปางก่อน ทำให้ประเทศในละตินอเมริกาตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปี 2010 มีวิกฤตการเงินครั้งแล้วครั้งเล่า ไล่ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 จนถึง 2010 ไม่มีทศวรรษใดที่ไม่เกิดวิกฤตในละตินอเมริกา
ทว่าหลังจากปี 2015 มีเพียงอาร์เจนติน่าเท่านั้นในประเทศหลักของละตินอเมริกา ที่ถือว่ายังต้องผจญกับวิกฤตเศรษฐกิจ โดยส่วนประเทศที่เหลือ ถือว่าไม่ได้เกิดอะไรที่รุนแรงขึ้นเลยแม้ว่าจะเผชิญทั้งวิกฤตโควิดและวิกฤตตะวันออกกลางในปีนี้ก็ตาม
คำถามคืออะไรทำให้ Original Sin ดังกล่าว หายไปจากละติอเมริกา? คำตอบในเชิงเศรษฐศาสตร์คือการที่ระบบเศรษฐกิจของละตินอเมริกาได้เปลี่ยนจากระบบที่ใช้การอ้างอิงกับช่วงของระดับอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Crawling Exchange Rate Band Peg มาใช้ระบบอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย หรือ Inflation Targeting (IT) แทน
โดยจุดดีที่สุดของ IT คือทำให้ความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Expectations) ยึดเกาะได้ดีกว่าในอดีตมาก ซึ่งสิ่งนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้ดูมีประโยชน์เชิงรูปธรรมมากมายนัก ทว่าสามารถช่วยให้ธนาคารกลางไม่ต้องขึ้นหรือลดดอกเบี้ยมากนัก เมื่อต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นหรือลดลงด้วยขนาดที่มากและรวดเร็ว รวมถึงทำให้การลดลงของขนาดจีดีพีไม่ต้องใช้ขนาดที่มากเพื่อให้ได้มาซึ่งการลดลงของอัตราเงินเฟ้อหนึ่งหน่วย
อย่างไรก็ดี การยึดเกาะของค่าความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Expectations) ของกลุ่มประเทศละตินอเมริกา หากเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว แม้ว่าการกระจายตัว (distributions) ของระดับค่าคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ จะทำได้ดีพอๆกัน ทว่าค่าเฉลี่ยของระดับค่าคาดหวังอัตราเงินเฟ้อของละตินอเมริกาถือว่ามีระดับที่สูงกว่าของประเทศพัฒนาแล้ว โดยชิลีเป็นประเทศเดียวที่ถือว่ามีการยึดเกาะของความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Expectations) ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุด โดยบราซิลและเม็กซิโก ยังมีค่าเฉลี่ยของระดับค่าคาดหวังที่สูงกว่าชิลี ทว่าดีกว่าในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ หากทำการแยกส่วนของค่าความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อออกเป็นส่วนที่มาจากปัจจัยแบบร่วมกัน (Common Factor) และแบบลักษณะเฉพาะ (Idiosyncratic Factor) จะพบว่าส่วนที่มาจากปัจจัยร่วมกันมีระดับค่าคาดหวังเงินเฟ้อที่สูงกว่าของประเทศพัฒนาแล้ว ทว่าในส่วนปัจจัยลักษณะเฉพาะจะมีค่าคาดหวังที่ใกล้เคียงกับของประเทศพัฒนาแล้ว
นั่นหมายความว่า ระบบการเมืองและ Governance ของธนาคารกลางของละตินอเมริกามีคุณภาพหรือมีความเป็นอิสระน้อยกว่าธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่บุคลากรของธนาคารกลางของประเทศละตินอเมริกามีคุณภาพที่มีความใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งพิสูงจน์ได้จากการตั้งการ์ดอัตราดอกเบี้ยสูงของธนาคารกลางเมื่ออัตราเงินเฟ้อเป็นขาขึ้นได้เร็วกว่าธนาคารกลางของกลุ่มประเทศหลักตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โดยชิลีมีค่าความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อที่ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากเปลี่ยนการปกครองให้มาเป็นแบบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 1990 และได้ Chicago Boys หรือผู้ที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกเข้ามาบริหารธนาคารกลางตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ในขณะที่สำหรับบราซิลและเม็กซิโก บุคลากรด้านเศรษฐกิจที่จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยฝั่งตะวันตกเพิ่งมาทำงานในยุคหลังปี 2000 เป็นต้นมา
ในส่วนตัวเลขเศรษฐกิจและอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นของละตินอเมริกาในช่วงวิกฤตตะวันออกกลางนี้ ถือว่าพอใช้ได้ ในภาพรวม โดยในปีนี้อัตราการเติบโตจีดีพีและอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3% ในส่วนอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นในภาพรวมราว 7%
ในภาพรวม ผมมองว่าจากการที่พื้นฐานด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นมาก ทำให้ตลาดหุ้นในละตินอเมริกาโดยรวมถือว่าไม่น่าจะออกทะเลอะไรมากมายในปีนี้ ทว่าอาจต้องติดตามปัจจัยสำคัญในบราซิลคือการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ โดยหวังว่าผู้นำปัจจุบัน ลูลา เดอ ซิลวา จะสามารถเอาชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ซึ่งโอกาสจะเป็นเช่นนั้นมีอยู่ไม่น้อย รวมถึงหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐจะยังคงดูดีอยู่
หมายเหตุ: หากท่านสนใจคอร์ส Online ‘เจาะภาพเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน & การลงทุน: ตลาดหลักและไทย (แนวทาง Top down)’ ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2026 เวลา 09.00-12.30 น. สามารถดูรายละเอียดได้ทางเพจ MacroView
Related Topics
Reported by

Surametee Maneesukho
News Editor, efinanceThai






