“The Legacy Continues” สรุปไฮไลท์ประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway 2026 เจาะวิสัยทัศน์ซีอีโอใหม่ กับคำเตือน “คาสิโนในตลาดหุ้น” จากบัฟเฟตต์

efinAI
การประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท Berkshire Hathaway ประจำปี 2026 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (2 พ.ค.) ถือเป็น Big event ใหญ่ของโลกการลงทุน เพราะเป็นปีแรกที่ซีอีโอคนใหม่ “เกร็ก อาเบล” ขึ้นเวทีตอบคำถามผู้ถือหุ้น หลัง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ประกาศวางมือ
อาเบลเล่าติดตลกว่าในตอนนั้นเขาคิดอยู่อย่างเดียวคือ บริษัทได้จ่ายเงินจองฮอลล์จัดงานไปแล้ว ถ้ามีเขาเป็นตัวชูโรงเพียงคนเดียว คนจะยังอยากมากันอยู่ไหม?
ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า แม้นักลงทุนหลายพันคนจะยังคงหลั่งไหลมาที่โอมาฮา แต่จำนวนผู้เข้าร่วมฟังในฮอลล์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่ามีผู้เข้าฟังราว 12,000 คน จากความจุทั้งหมด 18,000 ที่นั่ง
เก้าอี้ว่างที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการสิ้นสุดยุคซีอีโอระดับ “Rockstar” อย่างบัฟเฟตต์ที่เคยดึงดูดคนจนล้นฮอลล์ แต่อีกนัยหนึ่ง นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านบรรยากาศของงาน ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “Woodstock for Capitalists” ซึ่งมีกลิ่นอายเหมือนเทศกาลทางดนตรีสำหรับนักลงทุน ไปสู่การประชุมทางธุรกิจที่จริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับบุคลิกในแบบนักปฏิบัติของอาเบลที่เน้นเนื้อหามากกว่าสีสัน
“The Legacy Continues” ซึ่งเป็นธีมการประชุมของปีนี้ยังสะท้อนชัดว่า อาณาจักร Berkshire จะยังคงรุ่งเรืองและเดินหน้าสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่อไปแม้ไม่มีปู่บัฟเฟตต์ถือหางเสือเหมือน 60 ปีที่ผ่านมาก็ตาม ก้าวต่อไปหลังจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของมือขวาผู้ถูกเลือกให้สานต่ออาณาจักรระดับตำนาน โดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ได้สรุปไฮไลท์สำคัญของงานประจำปีนี้ พร้อมเจาะลึกวิสัยทัศน์ของ “เกร็ก อาเบล” และเก็บตกเซอร์ไพรส์บนเวทีมาฝากนักลงทุน
สอบผ่านก้าวแรก
แม้คนจะบางตาลงสำหรับงานปีนี้ แต่ในภาพรวม ผู้ที่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นมายาวนานแสดงเชื่อมั่นในตัวอาเบลและถือว่าเขาสอบผ่านสำหรับการขึ้นเวทีครั้งแรก หนึ่งในนั้นคือ โรเบิร์ต โรบอตติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Robotti & Co. Advisors กล่าวว่า “นี่เป็นการส่งไม้ต่อไปสู่มือของบุคคลที่มีความสามารถและยึดมั่นในหลักการได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ และรากฐานส่วนใหญ่ที่ Berkshire สร้างมาจะยังคงอยู่”
ฉายสปอตไลท์ให้ทีม
เมื่อถูกถามว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็น “ชาร์ลี มังเกอร์” เคียงข้างเขาเหมือนในยุคของวอร์เรน บัฟเฟตต์ อาเบลไม่ได้ระบุชื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เลือกที่จะพูดถึงทีมงานที่อยู่รายล้อมตัวเขาแทน
นั่นคือการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาเบลแสดงให้เห็นว่า เขาเลือกที่จะแบ่งพื้นที่และส่องสปอตไลท์ไปที่ “แม่ทัพ” โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงในทีมแต่ละคน ได้พูดคุยใกล้ชิดกับนักลงทุนโดยตรงเกี่ยวกับธุรกิจที่ตนเองดูแล ซึ่งเป็นการปรับภาพลักษณ์จากเดิมซึ่งเป็นภาพจำของ “คู่หู” บัฟเฟตต์กับชาลี มังเกอร์ ผู้ล่วงลับ มาเป็น “ทีมบริหาร” โดยอาเบลเน้นย้ำว่าไม่มีใครมาแทนมังเกอร์ได้ แต่เขาจะดึงศักยภาพจากซีอีโอของบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น อาจิต เจน หัวเรือใหญ่กลุ่มธุรกิจประกัน, เคที ฟาร์เมอร์ ซีอีโอกลุ่มธุรกิจรถไฟ BNSF และอดัม จอห์นสัน ซีอีโอกลุ่มธุรกิจบริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว NetJets เป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด

ย้ำยังคงโครงสร้างแบบ “Conglomerate”
อาเบลยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการแตกบริษัท โดยชูจุดแข็งเรื่องการเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่มีลำดับขั้นบริหารที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้สามารถโยกย้ายเงินทุนระหว่างธุรกิจได้อย่างอิสระ
ส่วนนโยบายการถือครองหุ้นนั้น เขายังคงยึดปรัชญา “ถือยาวตลอดไป” แต่เริ่มส่งสัญญาณว่าหากความสัมพันธ์กับธุรกิจใดพังลง ไปต่อไม่ได้ หรือมีปัญหาด้านชื่อเสียงและข้อพิพาทแรงงานที่แก้ไขไม่ได้ เขาก็พร้อมจะหาทางออกใหม่ ซึ่งดูจะยืดหยุ่นกว่ายุคก่อนเล็กน้อย
ประเดิมงบไตรมาสแรก-ตุนเงินสดทำออลไทม์ไฮ
ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 เติบโตอย่างโดดเด่นหลังอาเบลรับตำแหน่งซีอีโอเมื่อต้นปีนี้ โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยที่เป็นหัวใจหลัก แต่สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือ สภาพคล่องที่สูงเป็นประวัติการณ์เฉียด 4 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะตลาดที่บริษัทเลือกที่จะขายหุ้นมากกว่าซื้อเติมพอร์ต
- เงินสดทุบสถิติโลก: ปริมาณเงินสดสำรองของบริษัทพุ่งเป็นประวัติการณ์ที่ 397,400 ล้านดอลลาร์ ทำลายสถิติเดิมที่ 381,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเคยทำไว้ในไตรมาส 3 ปี 2025 จากการขายหุ้นออกไปประมาณ 24,100 ล้านดอลลาร์ และซื้อหุ้นเข้าพอร์ตเพียง 16,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการปรับพอร์ตครั้งใหญ่หลังจากที่ “ท็อด คอมบส์” ผู้จัดการกองทุนมือฉมังลาออกไป
- กำไรจากการดำเนินงานพุ่ง: กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ของธุรกิจในเครือทั้งหมดขยายตัวเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- ธุรกิจประกันยังเป็นเสาหลัก: กำไรจากการรับประกันภัย (Insurance Underwriting) พุ่งทะยานถึง 28.5% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 1,700 ล้านดอลลาร์
- ราคาหุ้นยังเผชิญแรงกดดัน: ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้น Berkshire ลดลงประมาณ 6% ตามหลังดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้น 5.6% และหากนับตั้งแต่ช่วงที่บัฟเฟตต์ประกาศวางมือเมื่อปีที่แล้ว หุ้นบริษัทยังตามหลังดัชนีอยู่กว่า 30%
- การซื้อหุ้นคืน: แม้บริษัทจะเริ่มกลับมาซื้อหุ้นคืนอีกครั้งในเดือนมี.ค. แต่ยอดรวมในไตรมาสแรกอยู่ที่เพียง 235 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ขณะที่อาเบลพยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการนำเงินเดือนหลังหักภาษีทั้งหมดจำนวน 15 ล้านดอลลาร์ มาซื้อหุ้น Berkshire เป็นการส่วนตัว และประกาศเจตนารมณ์ที่จะทำเช่นนี้ทุกปีตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งซีอีโอ
- 5 หุ้นหลักในพอร์ต: ณ สิ้นเดือนมี.ค. หุ้นที่ Berkshire ถือครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ American Express, Apple, Bank of America, Coca-Cola และ Chevron
เตือนความเสี่ยงเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน
อดัม จอห์นสัน ซีอีโอของ NetJets และประธานกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค บริการ และค้าปลีก เปิดเผยว่าสภาวะต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เริ่มส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อในบางภาคส่วนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคและภาคการค้าปลีกที่ได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม Johnson ยืนยันว่าธุรกิจในเครือ Berkshire Hathaway มีความคุ้นเคยกับการบริหารจัดการท่ามกลางความผันผวน และมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามความจำเป็นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว แม้จะยอมรับว่าปัจจัยด้านราคาเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันก็ตาม

ทัศนคติต่อเทคโนโลยีและการลงทุนใน AI
อาเบลกล่าวว่า Berkshire กำหนดแนวทางในการใช้งานและจัดการปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างระมัดระวัง ซึ่งแตกต่างจากซีอีโอรายอื่น ๆ ที่เร่งปรับทิศทางหรือรีแบรนด์ธุรกิจของตนให้เข้ากับเทคโนโลยีนี้
ซีอีโอคนใหม่ประกาศชัดว่า “มันจะต้องช่วยเสริมมูลค่าให้กับธุรกิจ เราจะไม่ลงทุน AI เพียงเพราะมันเป็นกระแส” แต่จะเน้นการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน โดยเริ่มทดลองใช้ในธุรกิจรถไฟ BNSF แล้ว
อาเบลระบุว่า Berkshire จะนำ AI มาใช้ในขอบเขตที่เฉพาะเจาะจงและมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจเท่านั้น เทคโนโลยีนี้พ่วงมาด้วยความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ ซึ่งบริษัทตระหนักและคำนึงถึงอยู่เสมอ
เซอร์ไพรส์! “บัฟเฟตต์” (ตัวปลอม) โผล่ตั้งคำถาม
หนึ่งในไฮไลท์ของงาน คือการใช้คลิป Deepfake ของบัฟเฟตต์มาเปิดในช่วง Q&A
วิดีโอ Deepfake ของบัฟเฟตต์ตัวปลอม ซึ่งมีบุคลิก ท่าทาง และน้ำเสียงดูสมจริงจนน่าตกใจ ได้ตั้งคำถามถึงเหตุผลที่นักลงทุนควรจะถือหุ้น Berkshire ต่อไปในระยะยาว
อาเบลตอบคำถามนี้โดยชูจุดแข็งเรื่อง “อิสรภาพทางการเงิน” จากขุมทรัพย์เงินสดและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มูลค่ารวมกว่า 397,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้บริษัทมีความคล่องตัวและไม่ต้องพึ่งใครในการดำเนินธุรกิจ พร้อมย้ำว่าความแข็งแกร่งของงบดุลนี้คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Berkshire ยังคงเป็นหุ้นที่ควรค่าแก่การถือในระยะยาว
เขาจะเฉลยภายหลังว่า วิดีโอดังกล่าวเป็นบัฟเฟตต์ตัวปลอมและทำขึ้นโดยที่บัฟเฟตต์ตัวจริงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อเน้นย้ำถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์และอาชญากรรมจาก AI ที่ทีมงานต้องบริหารจัดการความเสี่ยงอยู่ทุกวัน
บัฟเฟตต์เตือนสติเก็งกำไรระยะสั้น
ในช่วงพักเบรคการประชุม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เปรียบเทียบบรรยากาศตลาดหุ้นในปัจจุบันว่าเป็นเหมือน “โบสถ์ที่มีบ่อนคาสิโนพ่วงอยู่ข้างหลัง” โดยมองว่าแม้จะมีนักลงทุนสายคุณค่าแบบดั้งเดิมอยู่ในโบสถ์ แต่ในปัจจุบันผู้คนกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่คาสิโนด้วยพฤติกรรมต้องการเสี่ยงโชค “เราไม่เคยเห็นผู้คนอยู่ในจุดที่พร้อมจะเสี่ยงโชคมากเท่านี้มาก่อน”
บัฟเฟตต์ยังแสดงความกังวลต่อความร้อนแรงของตลาด Prediction market โดยยกตัวอย่างกรณีที่ทหารสหรัฐฯ ที่ใช้ข้อมูลลับทางทหารกรณีบุกเวเนซุเอลา ไปแสวงหาผลกำไรถึง 400,000 ดอลลาร์ ซึ่งเขามองว่าปริมาณพฤติกรรมเช่นนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ พร้อมย้ำว่าไม่มีใครสามารถอธิบายเหตุผลของการซื้อออปชันรายวันได้สมเหตุสมผล นอกเสียจากว่าพวกเขาจะรู้ข้อมูลเพื่อหวังทำกำไรมหาศาลจากการพนันล้วน ๆ
ยอมรับสภาพตลาดปัจจุบัน ไม่ใช่การลงทุนในอุดมคติสำหรับ Berkshire
ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ CNBC บัฟเฟตต์ยอมรับว่า สภาพแวดล้อมทางการเงินในปัจจุบันไม่ใช่จุดที่เหมาะสมนักที่จะนำเงินสดของ Berkshire ออกไปลงทุน ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทยังคงลังเลมาจากราคาหุ้นในตลาดที่พุ่งสูงจนเกินไป ส่งผลให้สต็อกเงินสดของบริษัทยังคงสะสมมากเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อมั่นว่าบริษัทมีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง และสามารถเลือกจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมได้ แม้บางช่วงเวลาจะดูเหมือนว่าบริษัทไม่ได้ขยับเลยก็ตาม
เมื่อถามถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกลับมาลงทุน บัฟเฟตต์ทิ้งคำใบ้ที่สื่อถึงจังหวะที่ตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรงว่า โอกาสนั้นจะมาถึงเมื่อ “ไม่มีใครยอมรับโทรศัพท์เลย” ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การรอคอยอย่างอดทนเพื่อเข้าซื้อในช่วงวิกฤตที่ทุกคนต่างพากันกลัว การให้ความเห็นดังกล่าวของบัฟเฟตต์เกิดขึ้นในขณะที่ร่วมฟังในฐานะผู้ถือหุ้น โดยไม่ได้เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก
การประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire ปีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย จากภาพจำและเสน่ห์เฉพาะตัวของวอร์เรน บัฟเฟตต์ สู่การบริหารงานเชิงระบบที่จริงจังของ “เกร็ก อาเบล” แม้ผลประกอบการในภาพรวมจะยังแข็งแกร่งด้วยกำไรจากการดำเนินงานที่เติบโตและสต็อกเงินสดที่สูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์
แต่อาเบลยังคงต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญ ทั้งในแง่ของราคาหุ้นที่ยังตามหลังตลาด และความคาดหวังของนักลงทุนต่อการจัดสรรเงินทุนในยุคที่เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามามีบทบาท ท่ามกลางคำเตือนจากบัฟเฟตต์ถึงสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยการเก็งกำไร ซึ่งสะท้อนว่าก้าวต่อไปของ Berkshire คือการรักษาสมดุลระหว่าง “หลักการดั้งเดิม” กับ “ความยืดหยุ่นใหม่” เพื่อพิสูจน์ว่าอาณาจักรนี้จะยังรุ่งเรืองได้แม้ไร้เงา “พ่อมดแห่งโอมาฮา”
ที่มา CNBC, Bloomberg, APNews และ Reuters
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Reported by

สุภัค โห้พึ่งจู
หัวหน้าส่วนงานข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











