เจ็บ แต่ไม่จบ? เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังพาสหรัฐฯ ติดหล่มสงครามอิหร่าน

efinAI
แนวคิดการใช้กำลังทหารจู่โจมแบบ “รวดเร็ว จบไว” โดยไม่ต้องส่งกองกำลังภาคพื้นดินให้ยืดเยื้อ คือยุทธศาสตร์สำคัญในการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเชื่อว่าสหรัฐฯ สามารถบัญชาการรบอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนอกสมรภูมิ โดยไม่ต้องเข้าไปพัวพันในสงครามจนลากยาวเหมือนศึกในอิรักและอัฟกานิสถาน
ทว่า สงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 กำลังสะท้อนข้อจำกัดของยุทธวิธีนี้อย่างชัดเจน เพราะแม้จะกำหนดเป้าการโจมตีแบบจำกัดวง แต่กลับกลายเป็นการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสี่ยงที่สหรัฐฯ จะติดหล่มและกลายเป็นวนลูปในการทำศึกอย่างไม่รู้จบ
สงครามที่ไม่ติดหล่มในแบบทรัมป์
ทรัมป์หาเสียงด้วยการให้คำมั่นว่าจะยุติการทำสงครามที่ยืดเยื้อ และลดบทบาทสหรัฐฯ ในฐานะตำรวจโลก ซึ่งเป็นการสลัดทิ้งรูปแบบการทำสงครามของสหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามเย็น แนวทางของทรัมป์นั้นเป็นการใช้แรงกดดันต่อคู่ขัดแย้ง เพื่อกำหนดทิศทางของสถานการณ์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย แล้วถอยออกมา โดยไม่มีการส่งกองกำลังภาคพื้นดินขนาดใหญ่ ไม่มีปฏิบัติการทางทหารที่ไร้จุดจบ และไม่มีการดึงพันธมิตรหลายชาติหรือการสร้างรัฐใหม่เป็นเป้าหมายปลายทาง
ยุทธศาสตร์ของทรัมป์เน้น 3 แกนหลัก ประกอบด้วย
- ความรวดเร็ว: ใช้กำลังแบบฉับพลันและรุนแรง
- การลงมือฝ่ายเดียว: ลดการพึ่งพาพันธมิตร
- การจำกัดขอบเขตของปฏิบัติการ: ไม่ยืดเยื้อ ไม่ปักหลักนาน
รูปแบบนี้มีความคล้ายคลึงกับยุทธศาสตร์ “โดดเดี่ยวอย่างสง่างาม” ของจักรวรรดิอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ที่เลือกใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือกดดันและกำหนดทิศทางของสถานการณ์ให้เป็นไปตามผลประโยชน์ของตน โดยพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันหรือจมอยู่กับความขัดแย้งระยะยาว เช่น ไม่ส่งกำลังจำนวนมากเข้าไปยึดครองพื้นที่ หรือไม่ผูกพันกับภารกิจฟื้นฟูประเทศปลายทาง
แนวทางเช่นนี้ทำให้จักรวรรดิอังกฤษยังคงความคล่องตัว สามารถแทรกแซงเฉพาะจุด แล้วถอนตัวออกมาได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองในระยะยาว
การทุ่มสรรพกำลังทางทหาร ที่ได้ผลน้อย
แม้ทรัมป์จะปฏิเสธการทำสงครามที่ยืดเยื้อ แต่ในทางปฏิบัติ กลับใช้แสนยานุภาพทางทหารบ่อยครั้งกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนก่อน ๆ โดยไม่ได้มองว่าการใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย หากแต่เป็นเครื่องมือในการบีบบังคับ เพื่อลากคู่ขัดแย้งเข้าสู่โต๊ะเจรจา จึงเกิดเป็นภาพย้อนแย้งของผู้นำที่หาเสียงว่าจะยุติสงครามที่ลากยาว แต่กลับพร้อมใช้ปฏิบัติการทางทหาร หากเป็นไปตามเงื่อนไขของตน
การสั่งโจมตีแบบม้วนเดียวจบของทรัมป์ในอดีต เช่น
- การโจมตีโครงการอาวุธเคมีในซีเรีย ปี 2017 และ 2018
- การสังหารนายพลกอสเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ปี 2020
- ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในไนจีเรียช่วงปลายปี 2025 และเวเนซุเอลาต้นปี 2026
อย่างไรก็ตาม การใช้แสนยานุภาพทางทหารโจมตีหรือกดดันฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่โดยตรงย่อมมีขีดจำกัด แม้จะสามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐานและบั่นทอนขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ไม่อาจกำจัดภัยคุกคามได้อย่างสิ้นเชิง หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองได้ทั้งหมด
แม้ดูเหมือนทรัมป์จะยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวในสมัยแรกที่เป็นประธานาธิบดี แต่ในสมัยที่สอง เขาได้ขยายเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้แนวทางดังกล่าวเผชิญขีดจำกัดในแง่ศักยภาพ
การโจมตีม้วนเดียวจบ แทบไม่เกิดขึ้นจริง
กรณีอิหร่านสะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน แม้สหรัฐฯ จะพยายามทำลายโครงการนิวเคลียร์ไปแล้วในปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer เมื่อปี 2025 แต่ต้องกลับมาโจมตีอีกครั้ง เพราะยังไม่บรรลุเป้าหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จ
อิหร่านไม่ใช่สมรภูมิเดียวที่กำลังทดสอบแนวคิดการทำสงครามแบบไม่ยืดเยื้อของทรัมป์ ข้อมูลจาก Bloomberg Economics ระบุว่า ตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่สอง มีการใช้กำลังทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเกิดการโจมตีอย่างน้อย 9,240 ครั้ง ได้แก่
- ปฏิบัติการ Operation Rough Rider ในเยเมน ซึ่งมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮูตีกว่า 1,000 เป้าหมาย ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
- ปฏิบัติการโจมตี ISIS และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ในซีเรียและอิรัก มากกว่า 142 ครั้ง รวมถึงปฏิบัติการ Operation Hawkeye Strike ซึ่งยังไม่สามารถลดทอนศักยภาพของกลุ่ม ISIS ได้ชัดเจน และยังกลายเป็นวงจรความรุนแรงที่ต้องโจมตีต่อเนื่อง
- ปฏิบัติการในพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ การโจมตีเรือในแคริบเบียนและแปซิฟิกตะวันออกกว่า 45 ครั้ง
ความเสี่ยงในอิหร่าน
กรณีการบุกอิหร่านสะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการทำสงครามแบบทรัมป์ แม้เขาเคยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นหนึ่งในเป้าหมายของสงคราม แต่เป้าหมายของสงครามกลับเปลี่ยนแปลงไปตามคำแถลงในแต่ละครั้ง และมีความสับสนระหว่างเป้าหมายทางยุทธวิธีกับความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งยิ่งทำให้การยุติความขัดแย้งเป็นไปได้ยาก ยิ่งตั้งเป้าหมายมากเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่สหรัฐฯ จะต้องกลับมาโจมตีอิหร่านซ้ำ หรือแม้แต่ต้องละทิ้งแนวทางเดิมด้วยการส่งกำลังภาคพื้นดินเพื่อเผด็จศึก
นี่คือ ความย้อนแย้งในตัวเองของแนวทางดังกล่าว แม้ทรัมป์จะหลีกเลี่ยงไม่นำสหรัฐฯ เข้าไปเล่นเกมยาว แต่การใช้กำลังแบบจำกัดโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน นอกจากจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้ ยังทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องกลับมาใช้กำลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้ทรัมป์จะกล่าวว่าสงครามอิหร่าน “จะจบเมื่อใดก็ได้ที่เขาต้องการ” แต่ในความเป็นจริง ฝ่ายคู่ขัดแย้งยังถือไพ่อยู่ในมือและสามารถคุมเกมได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ของสงครามที่ยืดเยื้อ หรือการต้องกลับมาเผชิญหน้ากับอิหร่านอีกในอนาคต ซึ่งล้วนสะท้อนว่าแนวทางการทำสงครามของผู้นำสหรัฐฯ อาจไม่สามารถนำประเทศให้พ้นจากการติดหล่มความขัดแย้งอย่างที่คิดไว้
เรียบเรียงจาก Bloomberg











