ไทยช่วยไทยพลัส … เฮลิคอปเตอร์มันนี่ 2026 ยาวิเศษกระตุ้นเศรษฐกิจ ?

efinAI
เริ่มแล้ว “ไทยช่วยไทยพลัส” ในวันจันทร์ที่ 25 พ.ค.นี้ ที่รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ 60/40 วงเงิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เริ่มลงทะเบียนผ่านแอปเป๋าตังถึงวันที่ 29 พ.ค. ระยะเวลาการใช้สิทธิตั้งแต่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 โดยรัฐบาลยืนยันวัตถุประสงค์ว่า เป็นนโยบายเพื่อประคับประคองประชาชน และธุรกิจรายย่อย เพื่อรองรับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และดูแลกำลังซื้อไม่ให้หดตัวจนกระทบธุรกิจรายย่อย
น่าจะถือเป็นนโยบายประชานิยมแรก หลังจากรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ในขณะที่ช่วงนี้เศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกลาง การพูดถึง Helicopter money (เฮลิคอปเตอร์มันนี่) หรือแปลง่ายๆ ก็คือโปรยเงินจากฟ้า ก็ถูกหยิบยกขึ้นมา
แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แถมยังมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1969 สมัย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ที่อุปมาเอาเรื่องเฮลิคอปเตอร์บินมา แล้วโปรยธนบัตรลงมาจากฟ้าให้ประชาชนทุกคนเก็บไปใช้ เพื่ออธิบายถึงรัฐหรือธนาคารกลางที่อัดเงินเข้าสู่ระบบโดยตรงถึงมือประชาชน เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายทันที และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว
และต่อมาแนวคิดนี้ถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้งโดย Ben Bernanke อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ด้วยนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และหลังจากนั้น โลกเริ่มเห็นเฮลิคอปเตอร์มันนี่ในชีวิตจริงมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวิกฤติโควิด ที่หลายประเทศในโลกต่างใช้นโยบายแจกเงิน รวมไปถึงประเทศไทย ที่เราก็ใช้เฮลิคอปเตอร์มันนี่ มาเหมือนกัน
และมาเริ่มถี่ตั้งแต่ช่วงเเยียวยาช่วงโควิด ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง ตามมาด้วยดิจิทัลวอลเล็ต ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร และต่อมาด้วย คนละครึ่งพลัส และ ล่าสุด คือไทยช่วยไทยพลัส ในรัฐบาลอนุทิน ทั้งก่อนหน้าและปัจจุบัน ซึ่งล้วนมีกลิ่นอายของแนวคิดเฮลิคอปเตอร์ฯ เพราะเป็นการอัดเม็ดเงินตรงถึงประชาชน เพื่อเร่งการใช้จ่ายและพยุงเศรษฐกิจ
Helicopter money กลับมาถูกพูดถึงถี่ขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มเข้าสู่ภาวะที่เครื่องมือเดิมเอาไม่อยู่ ทั้งการลดดอกเบี้ย หรือการทำ QE ผ่านระบบสถาบันการเงินเพราะไม่สามารถทำให้เงินไหลไปถึงประชาชนฐานรากได้เร็วพอ โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตโควิด และต่อเนื่องมาถึงยุคสงครามพลังงาน เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
นั่นจึงทำให้หลายรัฐบาลเริ่มหันมาใช้แนวคิด “อัดเงินตรงถึงมือประชาชน” เพราะเห็นผลเร็วกว่า ทั้งในแง่กำลังซื้อ ความเชื่อมั่น และการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนเริ่มรู้สึกว่า “รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ” ซึ่งเป็นภาพที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทยมาตรการแจกเงินให้ประชาชนโดยตรง (แม้เงินส่วนนี้จะมาจากการออก พรก. กู้เงิน) แต่ก็ถือเป็นการเยียวยา และกระตุ้นกำลังซื้อไปในตัว เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลก หรือแม้แต่เศรษฐกิจในประเทศกำลังเผชิญเศรษฐกิจโตต่ำแบบเรื้อรัง จากปัญหาสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อชะลอ
รัฐบาลจึงเริ่มมองว่า หากปล่อยให้เศรษฐกิจอ่อนแรงนานเกินไป อาจกระทบทั้งการเมือง ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพสังคม การแจกเงินจึงกลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเมือง ไปพร้อมกัน และไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ก็คงหนีไม่พ้นการใช้เฮลิคอปเตอร์
ส่วนการแจกเงินแบบนี้ จะเป็นยาวิเศษช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน ก็น่าจะเห็นหลังผ่านไตรมาส 2 ไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังสะท้อนว่า รัฐเองก็กำลังพยายามเร่งเติมแรงให้เศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้ อาจกำลังพึ่ง การอัดฉีดระยะสั้น มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจไว้เช่นกัน เพราะแม้จะเห็นผลเร็ว แต่เราอาจก็ไม่แน่ใจว่าเงินที่แจกออกไปจะสร้างการเติบโตใหม่ได้ยั่งยืนแค่ไหน หรือเป็นเพียงการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจเดินต่ออีกช่วงหนึ่ง
และท้ายที่สุดแม้เฮลิคอปเตอร์มันนี่ อาจจำเป็นในวันที่เศรษฐกิจอ่อนแรง แต่หากประเทศต้องพึ่งการโปรยเงิน หรือแจกเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า ก็อาจสะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่แท้จริงของเรากำลังมีปัญหามากกว่าที่คิด
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Reported by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย






