ทริสฯ คงเครดิต BGRIM จากเป้าหมายขยายพลังงานสะอาด 1 หมื่นเมกะวัตต์

efinAI
ทริสเรทติ้ง คงอันดับ BGRIM ยังมีเครดิตแข็งแกร่งจากฐานโรงไฟฟ้ากับกระแสเงินสดที่่มั่นคง วางเป้าหมายลงทุนขนาดใหญ่สู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ก้าวข้ามความท้าทา แปลงหลักการ ESG สู่กลยุทธ์ธุรกิจ หลอมรวมการเติบโตทำกำไรควบคู่กับมิติดู แลสิ่งแวดล้อม และสังคม โอกาสการขยายสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทริสฯ คงเครดิต “A” แนวโน้ม Stable พร้อมคงอันดับหุ้นกู้ทุกชั้น
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ที่ระดับ “A” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” เนื่องจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ยังมีความแข็งแกร่ง จากฐานสินทรัพย์ขนาดใหญ่ กระจายตัวทั้งประเภทเชื้อเพลิงและพื้นที่ลงทุน รวมถึงมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ
ในเวลาเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ BGRIM ที่ระดับ “A-” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนที่ระดับ “BBB+” เพราะมองว่า แม้ธุรกิจหลักยังแข็งแรง แต่แผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่ใช้เงินกู้เป็นหลัก และภาระดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตัวชี้วัดเครดิตของบริษัทในระยะข้างหน้า
BGRIM บนจุดเปลี่ยน: รักษารายได้ฐานเดิม ขณะเร่งลงทุนพลังงานใหม่
ประเด็นที่ทำให้ การคงอันดับเครดิต สะท้อนเพียงความสามารถทางการเงินของ BGRIM ควบคู่กันกับ สะท้อนภาพของบริษัทพลังงานไทยที่กำลังอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ระหว่างการรักษาเสถียรภาพรายได้จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังเป็นแหล่งรายได้หลักในปัจจุบัน กับการเร่งลงทุนสู่พลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ในระยะยาว เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก
โรงไฟฟ้าก๊าซเสาหลักรายได้ยังแกร่ง
ปัจจุบัน BGRIM มีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการมากกว่า 60 โครงการทั่วโลก มีกำลังการผลิตสุทธิรวม 2,890 เมกะวัตต์ตามสัดส่วนการถือหุ้น ทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของไทย โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติยังเป็นสินทรัพย์หลัก มีกำลังการผลิตสุทธิ 1,798 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณ 62% ของกำลังการผลิตสุทธิทั้งหมด
โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหล่านี้ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งในประเทศไทย และยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญของบริษัท โดยธุรกิจโรงไฟฟ้าภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) สร้างรายได้ประมาณ 90% ของรายได้รวม ขณะที่ กฟผ. ยังเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายหลัก คิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้รวม ส่วนรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศอยู่ที่ประมาณ 25%
สัญญา Take-or-pay โล่กันความเสี่ยงกระแสเงินสด
จุดแข็งสำคัญของ BGRIM คือการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว โดยเฉพาะสัญญากับ กฟผ. ที่มีเงื่อนไขรับซื้อไฟฟ้าแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take-or-pay Basis) โดยกำหนดการรับซื้อขั้นต่ำประมาณ 80% ของกำลังการผลิตตามสัญญา ถือเป็นกลไกสำคัญช่วยลดความเสี่ยงด้านปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า และช่วยเพิ่มความมั่นคงของกระแสเงินสดในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกยังผันผวน
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตา โดยทริสเรทติ้งประเมินความเสี่ยงด้านราคาก๊าซธรรมชาติโลกยังอยู่ในระดับสูงในปี 2569 จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 ขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ซึ่งหมายความว่า BGRIM ต้องบริหารความเสี่ยงระหว่างต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และความสามารถในการรักษาส่วนต่างกำไรจากการผลิตไฟฟ้า (Spark Spread)
แปลง ESG สู่กลยุทธ์ ขยายพลังงานสะอาดหมื่นเมกะวัตต์ในปี 2573
ในมุม ESG และความยั่งยืน BGRIM กลยุทธ์เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านกำลังการผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยมีการวางสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% ของสินทรัพย์โรงไฟฟ้า ถือเป็นแนวทางการขับเคลื่อนสำคัญที่เริ่มต้นเห็นภาพของเส้นทางการเปลี่ยนตามทิศทางโลก จากเดิมที่พึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ไปสู่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น สะท้อนภาพการทำธุรกิจให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมชัดเจน เพราะในโลกที่กติกาด้านคาร์บอนเข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศต่าง ๆ มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ หรือมีแรงกดดันจากนักลงทุนสถาบัน ธุรกิจพลังงานไม่สามารถมอง ESG จึงไม่ใช่เพียงรายงานความยั่งยืนอีกต่อไป แต่ต้องแปลงเป็นกลยุทธ์การลงทุนจริง
กระจายพอร์ตข้ามลงทุนทั่วโลก
BGRIM จึงเดินหน้ากระจายการลงทุนไปยังโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ โครงการพลังงานลมบนบกในเกาหลีใต้ รวมถึงการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนสุทธิให้บริษัทประมาณ 194 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ยังมีความสำคัญต่อโครงสร้างพลังงานสะอาดในอนาคต เพราะพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมมีข้อจำกัดด้านความไม่ต่อเนื่องของการผลิต การมีระบบกักเก็บพลังงานจึงช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และทำให้พลังงานสะอาดสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้มากขึ้น
โอกาสใหม่ Data Center การเปลี่ยนผ่านพลังงานหนุนโลกดิจิทัล
อีกมิติที่น่าสนใจคือ BGRIM ไม่ได้ขยายเฉพาะโรงไฟฟ้า แต่ยังเริ่มกระจายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น โครงการ Hyperscale Data Center ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมากในยุค AI และ Cloud Computing การเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจพลังงานกับดาต้าเซ็นเตอร์จึงอาจกลายเป็นโอกาสใหม่ หากบริษัทสามารถวางกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาดควบคู่กับความต้องการไฟฟ้าของเศรษฐกิจดิจิทัลได้
ราคาความเสี่ยงบริหารหนี้แสนล้าน
อย่างไรก็ดี การเติบโตในเส้นทางพลังงานสะอาดไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน ทริสเรทติ้งระบุว่า BGRIM ยังอยู่ในช่วงการลงทุนต่อเนื่อง โดยคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนและเงินลงทุนสุทธิรวมประมาณ 2.45 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2569–2571 ส่งผลให้หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วคาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 1.07–1.09 แสนล้านบาทตลอดช่วงประมาณการ
นี่คือโจทย์ใหญ่ของบริษัทพลังงานในยุค ESG เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิตยังต้องการเห็นวินัยทางการเงิน กระแสเงินสดที่มั่นคง และความสามารถในการควบคุมหนี้ให้อยู่ในระดับเหมาะสม การลงทุนสีเขียวจึงไม่ใช่เพียง “ลงทุนให้ยั่งยืน” แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีความสามารถสร้างผลตอบแทน และไม่บั่นทอนฐานะการเงินในระยะยาว
EBITDA ทยอยฟื้น แต่อัตราหนี้ยังสูงกว่า 7 เท่าในปี 2569
ด้านผลประกอบการ ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของ BGRIM จะอยู่ที่ประมาณ 1.45 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และทยอยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.59–1.72 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2570–2571 เมื่อโครงการใหม่เริ่มรับรู้รายได้ อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ยังมีแนวโน้มสูงกว่า 7 เท่าในปี 2569 ก่อนจะลดลงมาอยู่ในช่วงประมาณ 6.5–7 เท่าในระยะถัดไป
ขณะที่สภาพคล่องของบริษัทยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีเงินสดในมือประมาณ 2.42 หมื่นล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2568 และเงินทุนจากการดำเนินงานที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 8.2 พันล้านบาท ซึ่งช่วยรองรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระและแผนการลงทุนในปี 2569 ได้
ทิศทางข้างหน้า: สมดุลระหว่างพอร์ตสีเขียวกับวินัยการเงิน
ในภาพรวม แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” สะท้อนความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่า BGRIM จะยังสามารถรักษาผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดได้ตามประมาณการ เดินหน้าโครงการลงทุนได้ตามแผน โดยไม่มีความล่าช้าหรืองบลงทุนบานปลายอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เส้นทางการเติบโตของ BGRIM ยังต้องพิสูจน์ความสมดุลระหว่าง “การขยายพอร์ตพลังงานสะอาด” กับ “วินัยทางการเงิน” หากบริษัทสามารถลดภาระหนี้ ควบคุมต้นทุน และทำให้โครงการใหม่สร้างรายได้ตามแผน ก็มีโอกาสเห็นตัวชี้วัดเครดิตปรับตัวดีขึ้นในอนาคต
สำหรับมุมมอง ESG นี่คือกรณีศึกษาของธุรกิจพลังงานไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานรายได้เดิม ไปสู่พอร์ตพลังงานที่สอดรับกับโลกคาร์บอนต่ำมากขึ้น แต่ความยั่งยืนในยุคใหม่ไม่ได้วัดจากจำนวนเมกะวัตต์สีเขียวเพียงอย่างเดียว หากต้องวัดจากความสามารถในการสร้างธุรกิจที่ทั้งลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และคงความแข็งแรงทางการเงินไปพร้อมกัน











