TEGH ปั้น “ยางแท่งคาร์บอนต่ำ” รายแรกของโลก รับกติกาภาษีคาร์บอน

efinAI
TEGH วางเป้าขยาย ยางแท่งคาร์บอนนิวทรัลคาร์บอนนิวทรัลบล็อก รับกติกาคาร์บอนโลก–สร้างสินค้าใหม่ เกรดพรีเมี่ยมมูลค่าสูง ชิงตลาดส่งออก โดยชูจุดแข็งการเชื่อมโยงธุรกิจยางกับธุรกิจจัดการกากอินทรีย์ของบริษัทลูก สร้างระบบนิเวศคาร์บอนต่ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิต และเตรียมรับกฎหมายคาร์บอนในอนาคต
นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ( TEGH) เปิดเผยว่า TEGH Low Carbon Partnership 2026” เป็นแนวคิดความต้องการเริ่มต้นขับเคลื่อนเครือข่าย “สร้างอนาคตเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย”ทั้งซัพพลายเชน ที่เกี่ยวเนื่องจากอุตสาหกรรมยางพารา หลังจากที่ได้รับรองมาตรฐานเป็นยางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนรายแรกของโลก (World’s First Carbon Neutral Rubber Products) ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติไทยในการยกระดับจากผู้ผลิตวัตถุดิบ สู่การเป็น ผู้นำด้านวัสดุคาร์บอนต่ำสำหรับห่วงโซ่อุปทานโลกตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ TEGH ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน (Low Carbon), ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และ จัดหาแหล่งวัตถุดิบด้วยความรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยี การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใส และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอด Value Chain สามารถผสานกันจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก
“มีการเชิญลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ พันธมิตร และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดในซัพพลายเชนมาร่วมงาน เพื่อแสดงจุดยืน เป็นผู้นำในการผลิต ยางแท่งคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Block Rubber Product) รายแรกของโลก ที่ไม่มีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิสู่ชั้นบรรยากาศ โดยได้รับรอง (Certificate) ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการคาร์บอนโลก”
กลยุทธ์การการเปิดตัว ยางแท่งคาร์บอนต่ำ ทำให้ลูกค้าสร้างการตระหนักรู้ (World Recognition) รองรับกติกาในอนาคต หากอุตสาหกรรมยานยนต์มีข้อกำหนดให้ลดการปล่อยคาร์บอน หรือหากมาตรการ CBAMและ EUDR ของยุโรป เมื่อกติกาเข้มข้น ขยายมาครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์ โรงงานยางล้อก็จะต้องมองหาซัพพลายเออร์ที่สามารถช่วยลดคาร์บอนในซัพพลายเชนได้
ขณะที่ประเทศไทยมีเป้าหมายนโยบายก้าวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามทิศทางโลก ประกาศสร้างจุดยืนให้ประเทศไทย ที่มีชื่อเสียงด้านการส่งออกอุตสาหกรรมยางพารา ได้แสดงความพร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่ภาคธุรกิจจึงต้องแสดงความพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรมยางพารา สู่เครือข่ายซัพพลายเชนคาร์บอนต่ำ สามารถแข่งขันได้ได้ภายใต้กติกาคาร์บอนใหม่ของโลก จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้จริงในอนาคต
“ต้องการแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า TEGH ผู้นำเทรนด์ มีความพร้อมป้องกันการDisrupt มุ่งสู่ซัพพลายเชนคาร์บอนต่ำ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราผลิตได้จริงเป็นรายแรกของโลก ทั้งที่เมืองไทยยังไม่มีการบังคับทางกฎหมายปลอดคาร์บอน และยังไม่ใช่เรื่องของการสร้างกำไรโดยตรง แต่เป็นการสร้างการตระหนัก ( awareness) ให้กับซัพพลายเชนถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้จริงในอุตสาหกรรม และนี่คือความแตกต่างของ TEGH กับคู่แข่งในอุตสาหกรรม เป็นแต้มต่อ (Advantage) เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่โลว์คาร์บอน”
นิเวศอุตสาหกรรมคาร์ยางพาราคาร์บอนต่ำ
นิเวศอุตสาหกรรมยางพาราคาร์บอนต่ำ: จากยาง–กากอินทรีย์–คาร์บอนเครดิต
การขับเคลื่อนธุรกิจยางพาราคาร์บอนต่ำของกลุ่ม TEGH ไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่เติบโตขึ้นจากการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงภายในกลุ่มธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมี TEGH (บมจ. ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์) ในฐานะบริษัทแม่และผู้ผลิตยางพาราคาร์บอนต่ำ ทำงานเคียงข้างกับ TEBP (บมจ. Thai Eastern Bio Power) บริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการกากอินทรีย์ครบวงจร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สำหรับกระบวนการคาร์บอนต่ำ เริ่มตั้งแต่การรับซื้อยางจากเกษตรกรปลูกยาง ผ่านการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี และปรับแนวทางไปสู่เกษตรอินทรีย์มากขึ้น ทำให้วัตถุดิบที่ออกจากสวนมีคาร์บอนต่ำกว่าการผลิตวัตถุดิบแบบปกติ
จากนั้นปรับกระบวนการผลิตภายในโรงงานกระบวนการอบยาง และผลิตต่างๆ ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล สู่พลังงานสะอาด 30-40 % ตั้งเป้าว่า ภายในปี 2030 การใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต 100% และภายในปี 2040 นำระบบไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการผลิตเป็นพลังงานสะอาด 100%
“ความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองบริษัทก่อให้เกิด ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นั่นคือ เมื่อ TEGH ผลิตยางพาราและเกิดกากอินทรีย์ในกระบวนการผลิต TEBP จะเข้ามารับบริหารจัดการของเสียเหล่านั้น เปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานหมุนเวียนและทรัพยากรที่มีมูลค่า แทนที่จะถูกนำไปฝังกลบอย่างสูญเปล่า กลไกนี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3 Reduction)
ผลลัพธ์ จากธุรกิจลูกช่วยลดการล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ และสามารถนำไปพัฒนาสู่การขาย คาร์บอนเครดิตได้โดย ในสามารถลดการฝังกลบได้ประมาณ 200,000–300,000 ตันต่อปี และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็นประมาณ 500,000–800,000 ตันต่อปี
“บริษัทแม่และบริษัท ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างนิเวศธุรกิจคาร์บอนต่ำ ( Ecosystem) โดยที่สามารถสร้างประโยชน์ ร่วมกันในหลายด้าน ทั้งการผลิตสินค้าที่เป็นคาร์บอนต่ำ Low Carbon การได้ยกระดับสินค้าพรีเมี่ยม และยังมีโอกาสสร้างรายได้จากขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการลดการปล่อยมีเทน สร้างคาร์บอนเครดิตที่นำมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางธุรกิจได้อีกด้วย”
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความร่วมมือนี้สู่การรับรู้ในวงกว้าง กลุ่ม TEGH จึงจัดพิธี Carbon Credit Appreciation ขึ้น เพื่อมอบเกียรติแก่พันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการกากของเสียอินทรีย์อย่างครบวงจร การสนับสนุนเป้าหมาย Zero Waste to Landfill ไปจนถึงการสร้างมูลค่าร่วมผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต
นี่คือต้นแบบของระบบนิเวศอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่ครบวงจร ซึ่ง TEGH ภาคภูมิใจนำเสนอในฐานะโมเดลแรกของโลกจากอุตสาหกรรมยางพาราไทย
3 โมเดล ปักธงธุรกิจคาร์บอนต่ำ
สิ่งที่เราจะได้จากโมเดลนี้มี 3 เรื่องหลัก ในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพารา ประกอบด้วย
1.พัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ ที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าสูงในอนาคต (Premium) ส่งออกให้กับคู่ค้าที่ยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อซื้อสินค้าคาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรอง ดีกว่าไปซื้อสินค้าปล่อยคาร์บอนต้องมีต้นทุนสูงในการจ่ายภาษีคาร์บอน
2.ขายคาร์บอนเครดิตจากจากโครงการที่เก็บกักคาร์บอน .. โครงการที่ทำได้ ซึ่งวันนี้เองก็มีพาร์ทเนอร์ที่ซื้อคาร์บอนเครดิตมารับ ใบรับรอง (Certificate)
3. พัฒนารระบบนิเวศ (Ecosystem) และทั้งอุตสาหกรรม หากสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การลดคาร์บอนต่ำ ที่สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจปล่อยคาร์บอนต่ำตั้งแต่พลังงาน คู่ค้า ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ที่ไม่เป็นเพียงรายงานความยั่ยืน ( Statement ใน Sustainability Report) หรือเป้าหมายที่อยู่บนเว็บไซต์เท่านั้น
หลังจากเราทำ Low Carbon ในกระบวนการของเราได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการส่งต่อไปยังเชนถัดไป ซึ่งก็คือโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์

