จีนออกมาตรการปกป้องห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางตึงเครียดสหรัฐฯ

รูป จีนออกมาตรการปกป้องห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางตึงเครียดสหรัฐฯ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 เม.ย. 69 8:12: น.

จีนออกมาตรการใหม่เพื่อปกป้องห่วงโซ่อุปทานและย้ำบทบาทของตนในฐานะโรงงานโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพันธมิตรที่พยายามย้ายการผลิตให้ใกล้บ้านมากขึ้น มาตรการดังกล่าวเปิดทางให้หน่วยงานจีนตรวจสอบและลงโทษการกระทำจากต่างประเทศที่มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและกระทบต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันยังเพิ่มความตึงเครียดก่อนการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในกลางเดือนพ.ค.


ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าจีนกำลังเดินหน้าปกป้องฐานการผลิตและอำนาจต่อรองของตนในระบบการค้าโลกอย่างจริงจัง โดยกฎระเบียบใหม่ยังขยายเครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพื่อใช้ตอบโต้ภัยคุกคามจากภายนอก เช่น การคว่ำบาตร และมาตรการที่จำกัดการเข้าถึงวัสดุหรือเทคโนโลยีสำคัญของจีน


จีนปกป้องห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างไร

ภายใต้กฎระเบียบที่ประกาศล่าสุด หน่วยงานของรัฐบาลจีนได้รับอนุญาตให้เปิดการสอบสวนและตอบโต้ หากประเทศ ภูมิภาค หรือบริษัทระหว่างประเทศใด ๆ ใช้มาตรการที่ถูกมองว่ามีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อจีนและเป็นภัยต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานของประเทศ นอกจากนี้ จีนยังขยายเครื่องมือในการกำหนดรายชื่อหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อมุ่งเป้าไปยังผู้ที่ส่งเสริมหรือมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามมาตรการที่ไม่เหมาะสมจากต่างประเทศ


ในเชิงนโยบาย มาตรการนี้ต่อยอดจากชุดกฎระเบียบที่จีนประกาศในต้นเดือนเม.ย. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อตอบโต้สิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายนอกอาณาเขตที่ไม่เหมาะสมจากต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมของนโยบายด้านการค้าของจีนในระยะนี้มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น และพร้อมใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมและซัพพลายเชน


ผลกระทบต่อบริษัทข้ามชาติและซัพพลายเชนโลก

สำหรับบริษัทข้ามชาติ ความไม่ชัดเจนของนิยามภัยคุกคามและแนวทางบังคับใช้กฎหมายอาจทำให้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจในหรือกับเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกสูงขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงทั้งจีน สหรัฐฯ และยุโรป


ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ยังสะท้อนความพยายามของจีนในการรักษาบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มแรงเสียดทานกับสหรัฐฯ และพันธมิตรที่เดินหน้าลดการพึ่งพาการผลิตจากจีนมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจทำให้ธุรกิจระหว่างประเทศต้องประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและโครงสร้างซัพพลายเชนอย่างละเอียดกว่าเดิม


นอกจากนี้ บริษัทและพนักงานที่ทำธุรกิจในจีนอาจเผชิญความขัดแย้งของกฎหมายจากหลายฝ่าย เพราะการปฏิบัติตามกฎหมายของสหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรปอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายในจีนได้เช่นกัน ประเด็นนี้ทำให้การวางแผนการปฏิบัติตามข้อกำหนดกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นสำหรับธุรกิจข้ามชาติ


จับตาการประชุมสหรัฐฯ-จีนกลางเดือนพ.ค.

อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดและภาคธุรกิจต้องติดตามคือการประชุมที่กำหนดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในกลางเดือนพ.ค. รวมถึงความคืบหน้าของการหารือเพื่อขยายการหยุดยิงด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หากการเจรจาเดินหน้าได้ดี ความตึงเครียดด้านซัพพลายเชนอาจคลี่คลายลงบางส่วน แต่หากไม่มีความคืบหน้า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและมาตรการตอบโต้จากทั้งสองฝ่ายอาจยืดเยื้อต่อไป



สิ่งที่ต้องติดตามต่อ

  • การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในกลางเดือนพฤษภาคม
  • ความคืบหน้าการหารือเพื่อขยายการหยุดยิงด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
  • การบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของจีน โดยเฉพาะการเปิดการสอบสวนและการใช้รายการหน่วยงานที่ไม่พึ่งพา


คำแนะนำสำหรับผู้ติดตามประเด็นนี้

ผู้ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกควรจับตาผลกระทบต่อบริษัทข้ามชาติ กลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาการผลิตในจีน และอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการค้าโลกโดยตรง เพราะมาตรการของจีนครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความพยายามปกป้องห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังอาจเป็นสัญญาณของการตอบโต้เชิงนโยบายในวงกว้างมากขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และพันธมิตร


ที่มา Bloomberg




แท็กที่เกี่ยวข้อง