| *** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนพ.ย. ปิดที่ 90.42 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.04 ดอลลาร์ หรือ +1.2% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพ.ย. (หมดอายุ 30 ก.ย.) ปิดที่ 103.50 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 91 เซนต์ หรือ +0.9% ขณะที่งวดส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 1.87 ดอลลาร์ หรือ +1.9% อยู่ที่ 98.03 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นราว 1 ดอลลาร์ในวันพุธ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหยุดชะงัก ขณะที่ตลาดพลังงานสหรัฐฯ ตึงตัวมากขึ้น ตลอดทั้งเดือนราคาน้ำมันเบรนท์เพิ่มขึ้น 14% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. ขณะที่ WTI ปรับตัวขึ้นประมาณ 5% ในเดือนเดียวกัน *** ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) เดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ดัชนี PCE พื้นฐาน (Core CPE) เพิ่มขึ้น 3% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ทั้สองส่วน นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังรายงานว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้รายได้จะออกมาต่ำกว่าคาด หลังการเปิดเผยข้อมูล ตลาดปรับลดคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. ขณะที่ตัวเลขประมาณการขั้นสุดท้ายของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 2.2% เมื่อคิดเป็นอัตรารายปี โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายของผู้บริโภคและรัฐบาล รวมถึงรายได้จากภาคเอกชน *** อิหร่านระบุเมื่อวันพุธว่า ได้รับคำตอบจากสหรัฐฯ ต่อข้อเสนอฉบับล่าสุดของอิหร่านเพื่อรื้อฟื้นข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาคที่ล่มลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเมื่อหลายวันก่อนว่าได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล แต่ท่าทีล่าสุดดูเหมือนจะไม่แข็งกร้าวเท่ากับช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยทรัมป์ระบุว่า “เราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาก” พร้อมระบุถึงการกลับมาเพิ่มขึ้นของการส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อเนื่องในอิหร่านและยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานทั่วโลก *** เงินเฟ้อในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยุโรปพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี หลังราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดจับตาทิศทางการดำเนินนโยบายครั้งต่อไปของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนก.ย.ของเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ต่างออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยสเปนมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 และทำให้เกิดความกังวลย้อนกลับไปถึงช่วงที่เงินเฟ้อในภูมิภาคพุ่งขึ้นครั้งล่าสุด หลังรัสเซียส่งกองทัพเข้ารุกรานยูเครน โดยต้นทุนเชื้อเพลิงยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก และมีแนวโน้มผลักดันอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนโดยรวมให้เข้าใกล้ 4% ในช่วงปลายปีนี้ *** พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกกำลังจะปิดฉากไตรมาสที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024 หลังราคาน้ำมันที่พุ่งแตะ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล สร้างความกังวลรอบใหม่ว่าเงินเฟ้อทั่วโลกอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกของบลูมเบิร์กร่วงหนักสุดเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 และนักลงทุนเตรียมรับมือกับแนวโน้มนโยบายการคลังที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเทขายระลอกล่าสุด โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะ 5.64% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ขณะที่พันธบัตรระยะสั้นเผชิญแรงเทขายอย่างหนักเช่นกันในช่วงดังกล่าว *** คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) กำลังดำเนินการตรวจสอบบริษัทในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งรวมถึง Anthropic, OpenAI และผู้พัฒนา AI รายอื่น ๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีของบริษัทเหล่านี้ต่อผู้บริโภค การตรวจสอบครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่มุ่งตรวจสอบกรณี AI เอเจนต์ทำงานนอกเหนือการควบคุม หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น *** สเปนและฝรั่งเศสอาจแสดงความยินดีต่อความเป็นไปได้ที่อังกฤษจะหวนกลับเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) แต่เจ้าหน้าที่เตือนว่า การยกเลิกผลจาก Brexit จะมีทั้งต้นทุนและสิ่งที่ต้องเสียสละ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายต้องการแบกรับหรือไม่ เมื่อวันอังคาร (29 ก.ย.) แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จุดกระแสคาดการณ์ดังกล่าว โดยเขาอาจสนับสนุนให้อังกฤษกลับเข้าเป็นสมาชิก EU และยืนยันว่า จะหารือถึงความเป็นไปได้ดังกล่าวในการประชุมสุดยอดครั้งต่อไปกับบรรดาผู้นำ EU *** ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนกล่าวในงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 77 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุว่าเศรษฐกิจจีนได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและยังมีแรงขับเคลื่อน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจของปีนี้ และสร้างจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 *** ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลงมติอนุมัติการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ครั้งสำคัญ โดยมิเชลล์ โบว์แมน รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของเฟด ระบุว่า การปรับเกณฑ์ดังกล่าวยังคงรักษาความแข็งแกร่งของการทดสอบไว้ โดยรักษาความโปร่งใสของกระบวนการ มีรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม และคำนึงถึงความเสี่ยงอย่างรอบด้าน กฎเกณฑ์ฉบับใหม่กำหนดให้เฟดต้องเปิดรับความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์จำลองสำหรับการทดสอบภาวะวิกฤต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแบบจำลองที่มีนัยสำคัญ พร้อมทั้งปรับปรุงกรอบการดำเนินงานในส่วนของสถานการณ์จำลอง การกำหนดปฏิทินการทดสอบภาวะวิกฤต และองค์ประกอบการจำลองภาวะช็อกจากตลาดโลก (Global Market Shock) *** Alphabet เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ “Gemini Argon” เพื่อใช้คัดเลือกพันธมิตรด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยบริษัทระบุว่า Gemini Argon เป็นโมเดลที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดของ Alphabet ในปัจจุบัน โดยได้รับการพัฒนาความสามารถด้านการเขียนโค้ด ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการทำงานระดับมืออาชีพที่มีความซับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ซุนดาร์ พิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Alphabet ได้ลงนามในข้อตกลงด้านความปลอดภัย AI โดยสมัครใจกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ *** Micron Technology คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสปัจจุบันในเชิงบวก โดยได้แรงหนุนจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้บริษัทจะเตือนว่า ต้นทุนด้านค่าตอบแทนพนักงานที่เพิ่มขึ้นจะกดดันอัตรากำไร ทั้งนี้ Micron คาดว่ารายได้ในไตรมาสแรกของปีงบการเงินจะอยู่ที่ประมาณ 61,500 ล้านดอลลาร์ และหากไม่รวมรายการบางรายการ คาดว่ากำไรจะอยู่ที่ประมาณ 38.15 ดอลลาร์/หุ้น นอกจากนี้ ยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเล็กน้อยในไตรมาสปัจจุบัน โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับปรุงแล้วจะลดลงมาอยู่ที่ 86.3% |