• สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด • จับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) • เงินดอลลาร์ยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯในส่วนของค่าเงินบาทเราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีกำลังอยู่ เปิดโอกาสให้เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทั้งนี้ เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด ทั้งฝั่งผู้ส่งออก และนักลงทุนต่างชาติ โดยแรงขายสินทรัพย์ไทยอาจเริ่มชะลอลงบ้าง หลังสัปดาห์ก่อน นักลงทุนต่างชาติ ได้กลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยกว่า 1.5หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ ไทย • มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.50-33.50 บาท/ดอลลาร์ มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก • ฝั่งสหรัฐฯ–ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ได้พอสมควร นอกเหนือจาก พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้ม การลดดอกเบี้ยของ FED จนมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ในระยะข้างหน้า • ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือน มีนาคม พร้อมรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของอังกฤษในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ จนอาจเร่งให้เงินเฟ้อของอังกฤษและยูโรโซนสูงขึ้น เพิ่มความจำเป็นของการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวจากทั้ง BOE และ ECB เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ • ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Tankan Survey) โดย BOJ ประจำไตรมาส 1 ของปี 2026 โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 93% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมีนาคม • ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ในเดือน มีนาคม ท่ามกลางผลกระทบจากทั้งสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FEDอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ทำให้มีโอกาสที่บรรดาเจ้าหน้าที่ FED อาจย้ำจุดยืน ระมัดระวังใน การดำเนินนโยบายการเงิน หรืออาจมีการสื่อสารในลักษณะที่มีความ Hawkish มากขึ้นได้ แม้สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายลงและเสี่ยงยืดเยื้อ กว่า กรอบระยะเวลา 4-5 สัปดาห์ ที่ประธานาธิบดี Donald Trump เคยกล่าวไว้ก่อนหน้า ทว่า บทความล่าสุดของ John Spencer (Executive Director ของthe Urban Warfare Institute ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Urban Warfare และให้คำแนะนำด้านการทหารกับทางการสหรัฐฯ)ได้ระบุว่า ทางเลือกของการปฏิบัติการทางทหารของทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล อาจยังมีหลายทางเลือก โดยจะเป็นการเน้นกดดันทางการอิหร่าน ในทุกด้านไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ทางการอิหร่าน มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของฝั่งสหรัฐฯ –อิสราเอล โดยอาจไม่จำเป็นที่ต้องโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน (Regime Change) ซึ่งเรามองว่า ไม่ว่า ทางการสหรัฐฯ จะเลือกทางเลือกใดในการดำเนินกลยุทธ์สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงขึ้นได้ในระยะสั้นเช่น หากสหรัฐฯ เข้ายึดพื้นที่ในบริเวณช่องแคบ Hormuz เพื่อควบคุมเส้นทางการเดินเรือ หรือแม้กระทั่งเกาะ Kharg ที่เป็น Oil Terminal สำคัญของอิหร่าน อาจทำให้ทางการอิหร่านตอบโต้ปฎิบัติการดังกล่าวอย่างรุนแรงได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจสูงขึ้นต่อทว่า หากการดำเนินกลยุทธ์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่บทความของ John Spencer ได้ระบุไว้ สถานการณ์การสู้รบอาจเริ่มถึงจุดพีคของความขัดแย้ง ก่อนจะทยอยคลี่คลายลงได้ ซึ่งพอจะสอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า สถานการณ์การสู้รบอาจจบลงได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ (ผู้เล่นในตลาดประเมิน โอกาส 67% ที่สหรัฐฯ จะยุติปฎิบัติการทางทหารภายในสิ้นเดือนมิถุนายน และมีโอกาสราว 59% ที่จะเห็นการประกาศหยุดยิงร่วมกันระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่านภายในสิ้นเดือนมิถุนายน) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ตลาดการเงินจะยังคงผันผวน สูง โดยเฉพาะในช่วงทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้พอควร รายงานสถานะการถือครองเงินดอลลาร์จาก Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ล่าสุด สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มสถานะ Net Long USD แม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นของ FED ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ทว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด อย่าง ดัชนี S&P PMI ภาคการบริการกลับออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ อาจต้องติดตามใกล้ชิดว่า ผู้เล่นในตลาดจะเพิ่มสถานะ Long USD เพิ่มเติมอีกมากน้อยเพียงใด โดยเรามองว่า การปรับสถานะของผู้เล่นในตลาดจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสาคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงานที่จะรับรู้ในสัปดาห์นี้ ทำให้ เงินดอลลาร์ยังเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง สัญญาณจาก 1-month Risk-Reversals ในตลาด Options สำหรับ ดัชนีเงินดอลลาร์ Bloomberg DXY (BBDXY) สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาด “ปรับเพิ่ม”มุมมองเชิงบวกต่อเงินดอลลาร์ “เล็กน้อย”สอดคล้องกับทิศทางการปรับสถานะ Net Long USD ของผู้เล่นในตลาด ชี้ว่า แม้ผู้เล่นในตลาด Options ยังคงเตรียมป้องกันความเสี่ยงที่เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อ ทว่า ผู้เล่นในตลาดอาจเริ่มมองว่า การแข็งค่าขึ้นต่อของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดซึ่งภาพดังกล่าวอาจสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า เงินดอลลาร์ยังคงมีความเสี่ยง Two-way risk พร้อมความผันผวนที่อาจสูงขึ้นซึ่งการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน และบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท(USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ และหากประเมินจากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าช่วงปกติมาก สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสาคัญ 33 บาทต่อดอลลาร์ หรือแม้กระทั่งโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ภายในช่วง 1 เดือน อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และที่สำคัญ ต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เช่นเดียวกันกับฝั่งผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้างส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ได้เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ ไทย ที่เริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวมากขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปพอสมควร ทั้งนี้ หากเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่จะสูงเกิน 1 แสนล้านบาท ในปีนี้ ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงได้ไม่ยากในช่วงไตรมาสที่ 2 ทว่า ในช่วงระหว่างไตรมาสนั้น เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการตอบรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจมีทิศทางคลี่คลายลงได้ เนื่องจากล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ price-in แนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เข้าขั้น Worst case scenario ที่เราได้ประเมินไว้ก่อนหน้า ดังจะเห็นได้จากการคาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของFED (ซึ่งเรามองว่า หากตลาดคาดหวัง หรือ price-inการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้จะเริ่มสะท้อนถึงจุดพีคของความกังวลและอาจเริ่มเห็นจุดกลับตัวของหลายๆ สินทรัพย์ อย่าง บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ และของไทยได้) ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ (มีโอกาส 75% ทดสอบโซน 34 บาทต่อดอลลาร์)จากความผันผวนสูงในระยะ 1เดือน และสอดคล้องกับระดับเงินบาทที่เหมาะสมจากปัจจัยพื้นฐาน (Bloomberg THB BEER) ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ |