| พาณิชย์ เผยส่งออกเม.ย. 2569 เติบโต 23.1% ดีกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่นำเข้าขยายตัว 45% และ ดุลการค้าขาดดุลแตะ 10,000 ล้านดอลลาร์ ทุบสถิติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประเมินทั้งปีนี้ส่งออก ติดลบ 3% ถึงขยายตัว 8% นายนันทพงษ์ จิระเลิศวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน เม.ย. 2569 มีมูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 23.1% และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ขณะที่ 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.2569) มีมูลค่า 127,752 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 18.9% โดยการส่งออกในเดือน เม.ย.ดีกว่าที่ตลาดคาดที่ 20% สินค้าหลักที่ขยายตัวยังอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอัญมณีและเครื่องประดับ โดยฝั่งผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้าเพื่อป้องกันความผันผวนด้านราคาจากความกังวลต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น ด้านการนำเข้าในเดือน เม.ย.มีมูลค่า 41,604 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 45% และเป็นระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ 4 เดือนแรก มีมูลค่า 147,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 10,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับตลาดการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในเดือน เม.ย. ได้แก่ ทวีสออสเตรเลีย , สหรัฐญ ,อาเซียน ,ลาตินอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น ปัจจัยหนุนการส่งออก คือ 1.การเร่งนำเข้าของประเทศคู่ค้า จากความกังวลวิกฤตห่วงโซ่อุปทานตะวันออกกลาง และปัจจัยหนุนชั่วคราวจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ 2.การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีโลกและบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก 3.กิจกรรมภาคการผลิตโลกที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลดีต่ออุปสงค์สินค้าส่งออกสำคัญของไทย 4.การกลับมาขยายตัวของสินค้าเกษตร โดยมีสัดส่วน 9.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด จากอานิสงส์ฤดูกาลผลไม้ไทยและความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพ ส่วนปัจจัยกดดันภาคการส่งออกของไทยในเดือนเม.ย.เป็นผลจากผลกระทบจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าสำคัญ ในเรื่องการนำเข้า ในระดับสูงที่ 45% โดยมีสินค้าที่สำคัญ คือ วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และสินค้าเชื้อเพลิง สอดคล้องกับในหลายประเทศในเอเชีย จากการเร่งนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน และพลังงาน เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ “ในแง่การส่งออกที่สูงจากเทคโนโลยี และสินค้าที่เข้ามาก็เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี ก็ไม่ได้กังวล แต่ที่กังวลคือ สินค้าเชื้อเพลิงที่มีการนำเข้าสูง ด้านการส่งออก มองว่า ครึ่งปีแรกยังเห็นการส่งออกที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง จากกระแสของเทคโนโลยี”นายนันทพงษ์ กล่าว ส่วนคาดการณ์ทั้งปี กระทรวงพาณิชย์ปรับประมาณการส่งออกปีนี้อยู่ที่ ลบ 3 ถึง 8% โดยหากการส่งออกขยายตัวได้ 8% จะมีมูลค่าประมาณ 366,805 ล้านดอลลาร์ หากติดลบ 3% จะมีมูลค่า 329,416 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยังต้องติดตามปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก เศรษฐกิจโลก และวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับ scenario ในการประมาณการส่งออก มีดังนี้ กรณีที่ 1 ประเมินติดลบ 3% ซึ่งการส่งออกยังโดนกดดันจากวิกฤตพลังงาน เส้นทางการเดินเรือ กำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ยังมีความผันผวน กรณีที่ 2 ประเมินขยายตัว 3% หรือมีมูลค่า 349,824 ล้านดอลลาร์ ประเมินเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความขัดแย้งยังมี เทคโนโลยียังขยายตัว กรณีที่ 4 ประเมินขยายตัว 8% สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวได้ดี ต้นทุนการเดินเรือกลับมาปกติ แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ จากการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการส่งออกและสายเรือขนส่งสินค้าที่ประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และเร่งปรับตัวเพื่อรับกับต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ภาครัฐร่วมสนับสนุนในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและผลักดันการเปิดตลาด ด้านปัจจับลบในระยะข้างหน้า อาจเกิดขึ้นจากต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจส่งผลต่อผลิผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี กระทรวงพาณิชย์ เร่งเดินหน้า 5 นโยบายหลักรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤตเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่าครองชีพ ยกระดับเกษตร เสริมแกร่ง SMEs กระจายตลาดส่งออก เพิ่มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการปลดล็อกกฎระเบียบด้านการค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศต่อไปในอนาคต อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |