กองทุน ETF พันธบัตรอายุยาว TLT ร่วงทำนิวโลว์ หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ แกร่งหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อ
การเทขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงกดดันกองทุน ETF พันธบัตรอายุยาว iShares 20+ Year Treasury Bond ETF (TLT) อย่างหนัก โดยราคาปิดเมื่อวันพุธที่ 23 ก.ย. ร่วงลง 1.6% มาอยู่ที่ 80.46 ดอลลาร์ต่อหน่วย และทำสถิติต่ำสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไป
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดพันธบัตรเผชิญการปรับฐานรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะตราสารหนี้อายุยาวซึ่งมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรระยะสั้น ส่งผลให้ TLT ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สูญเสียมูลค่าไปมากกว่าครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุดในปี 2020 ที่เฟดลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับใกล้ศูนย์เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19
ทำไม TLT ถึงถูกขายหนัก
ปัจจัยหลักที่กดดันราคาพันธบัตรรอบนี้มาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้นักลงทุนต้องปรับมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่เคยประเมินไว้ นอกจากนี้ ยังมีแรงกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น และปริมาณการออกพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบต่อพันธบัตรอายุยาวโดยตรง
Todd Sohn หัวหน้านักกลยุทธ์ ETF จาก Baird Strategas ระบุว่า การมีคำว่า Treasuries ในชื่อกองทุนไม่ได้แปลว่าจะปลอดความเสี่ยงเสมอไป เพราะความเสี่ยงจากอายุคงเหลือหรือ duration คือความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจ เขาชี้ว่า ETF ตัวนี้มีความผันผวนสูง และเมื่อ Bond Yield ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะระยะสั้นขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาพันธบัตรระยะยาวก็จะยิ่งถูกกดดันหนัก
แรงขายยังเพิ่มขึ้นหลังเฟดเพิ่งประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 5 ปี ทะลุ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ยิ่งตอกย้ำว่าตลาดกำลังกังวลทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อหุ้นและพอร์ตลงทุนทั่วโลก
การปรับตัวขึ้นของ Bond Yield ไม่ได้กระทบเฉพาะตลาดตราสารหนี้ แต่ยังส่งผ่านไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโตหรือ Growth Stocks ที่มูลค่าในอนาคตถูกทอนลงเมื่ออัตราคิดลดสูงขึ้น สำหรับตลาดหุ้นไทย หาก Bond Yield สหรัฐฯ ยังไต่ระดับต่อไป จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นที่มี valuation สูง เช่น กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเติบโต
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์คือ กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งมีโอกาสเห็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหรือ NIM ดีขึ้นจากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูง ขณะที่นักลงทุนที่ถือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวควรประเมินความเสี่ยงด้าน duration ให้รอบคอบ เพราะมูลค่าหน่วยลงทุนอาจผันผวนมากกว่าที่คาด
กองทุนระยะสั้นได้เปรียบเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น
เมื่อเทียบกันแล้ว กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและกองทุนตลาดเงินกลับได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยสูง โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ETF พันธบัตรระยะสั้น 0-3 เดือน (SGOV) ให้ผลตอบแทนรวมเป็นบวก 2.6% ในปีนี้ ขณะที่ ETF พันธบัตรอายุ 7-10 ปี (IEF) ให้ผลตอบแทนรวมติดลบ 3.7% สะท้อนความแตกต่างชัดเจนของความเสี่ยงตามอายุของตราสาร
สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามักเป็นปัจจัยลบ เพราะทองคำไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ทองคำยังคงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวนสูง
Yield Curve ชันขึ้นและบทเรียนของนักลงทุน
โครงสร้างอัตราผลตอบแทนหรือ Yield Curve กำลังมีความชันมากขึ้น หมายความว่าพันธบัตรระยะสั้นให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ขณะที่พันธบัตรระยะยาวถูกตั้งฉายาว่าเป็น Widow Maker โดย Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF จาก Bloomberg Intelligence เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ยากและอาจสร้างความเจ็บปวดให้ผู้ถือครองได้มากในช่วงที่ดอกเบี้ยขาขึ้น
โดยสรุป ภาพของ TLT ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนตราสารหนี้ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป และการเข้าใจเรื่อง Duration ทิศทางดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจมหภาค คือกุญแจสำคัญในการจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่ผันผวนในปัจจุบัน
- TLT ร่วงทำจุดต่ำสุดใหม่จากแรงขายพันธบัตรสหรัฐฯ
- Bond Yield ที่สูงขึ้นกดดันพันธบัตรอายุยาวและหุ้นเติบโต
- กองทุนระยะสั้นและตลาดเงินได้รับอานิสงส์มากกว่าในภาวะดอกเบี้ยสูง
- นักลงทุนควรระวังความเสี่ยงด้าน Duration เป็นพิเศษ