ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงลงเป็นส่วนใหญ่ในวันจันทร์ (30 มี.ค.) โดยบรรยากาศในตลาดถูกกดดันหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้กำลังทหารต่ออิหร่านหากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ การขยายวงของสงครามในตะวันออกกลางยังบดบังปัจจัยบวกจากการเผยถึงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 45,216.14 จุด เพิ่มขึ้น 49.50 จุด (+0.11%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,343.72 จุด ลดลง 25.13 จุด (-0.39%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 20,794.64 จุด ลดลง 153.72 จุด (-0.73%) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในแดนบวกในช่วงต้นของการซื้อขาย หลังจากร่วงแรงในวันก่อนหน้า โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ดัชนีดาวโจนส์, แนสแดค และ Russell 2000 ต่างเข้าสู่ภาวะปรับฐาน โดยปรับลดลงมากกว่า 10% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการหารืออย่างจริงจังกับรัฐบาลอิหร่านที่มีเหตุผลมากขึ้นเพื่อยุติสงคราม และยังคงย้ำคำขู่ให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯ จะโจมตีแหล่งน้ำมันและโรงไฟฟ้าของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่า ข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐฯ ไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ในเวลาเดียวกัน ความขัดแย้งยังคงทวีความรุนแรง โดยกลุ่มฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เข้าร่วมในสงครามช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและสร้างความกังวลด้านเงินเฟ้อ ริก เมคเลอร์ นักวิเคราะห์จาก Cherry Lane Investments ให้ความเห็นว่า ฝ่ายบริหารยังคงส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน พอข้อความจากรัฐบาลดูเป็นบวกและน่าเชื่อถือก็ช่วยหนุนตลาด แต่หากมีนัยว่าจะใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้น ตลาดก็จะปรับตัวลดลง นักลงทุนอาจกำลังมองหาจุดต่ำสุดทางเทคนิค หลังจากตลาดปรับตัวลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความเห็นของเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ช่วยพยุงตลาดไว้บางส่วน หลังระบุว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงทรงตัว แม้จะมีผลกระทบจากราคาพลังงาน และธนาคารกลางยังไม่จำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะรับมือกับสถานการณ์ล่าสุดอย่างไร ข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ตลาดการเงินลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในปีนี้ โดยคาดว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ย จากเดิมก่อนเกิดสงครามคาดว่าจะลดสองครั้ง ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปิดลบ 1.49% และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ฉุดดัชนี S&P 500 มากที่สุด โดยดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลดลง 4.2% - ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานใน S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.9% แม้ราคาน้ำมันจะปิดในแดนบวก โดยน้ำมันดิบเบรนท์มีแนวโน้มทำสถิติปรับขึ้นรายเดือนสูงสุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 - ดัชนีหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ออกแนวทางที่ช่วยสร้างความชัดเจนในการนำสินทรัพย์ทางเลือกเข้าไปลงทุนในแผนการออมเพื่อการเกษียณ 401(k) ส่งผลให้หุ้นของบริษัทบริหารสินทรัพย์ปรับตัวขึ้น โดย Blackstone เพิ่มขึ้น 3.3% และ KKR เพิ่มขึ้น 2.1% ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,850 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20,000 ล้านหุ้น ในช่วง 20 วันทำการที่ผ่านมา - ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.14 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 147 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 340 ตัว - ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 2,021 ตัว และหุ้นลบ 2,794 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวกที่ 1.38 ต่อ 1 หุ้น ที่มา Reuters |