| ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินน้ำท่วมกระทบเบื้องต้นราว 7,000–17,000 ล้านบาท ชี้กระทบหนักภาคค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ และ SMEs เผยยังต้องจับตาความรุนแรง และ ระยะเวลาของสถานการณ์ หากขยายวงกระทบนิคมอุตสาหกรรม และ ห่วงโซ่อุปทาน อาจดันมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงขึ้น พร้อมแนะไทยเร่งสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างในระยะยาว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25-27 กันยายน 2569 จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล อาทิ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งต่อมาได้มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ และ ในต่างจังหวัดอีกหลายพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 20 จังหวัด เช่น สระแก้ว ปราจีนบุรี อยุธยา ชลบุรี นครนายก นครราชสีมา เป็นต้น แม้ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ทยอยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ก็ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่ผลกระทบยังคงยืดเยื้อ และ น่าจะใช้เวลานานอย่างน้อย 1 สัปดาห์กว่าจะคลี่คลาย ในกรณีที่ไม่มีเหตุมาซ้ำเติม ***ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะแรกมาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือจำกัด ประกอบกับอุปสรรคด้านการเดินทาง ส่งผลให้กิจกรรมบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอลงชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนที่จะมีการประกาศวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ และ ภาคเอกชนหลายแห่งปรับมาใช้การทำงานจากที่บ้าน(Work From Home) ***ผลกระทบหลักในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลอยู่ในภาคค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ การเดินทาง และ SMEs โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและการให้บริการ ณ สถานที่ รวมถึงแรงงานรายวันที่อาจสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถเดินทาง หรือ ประกอบอาชีพได้ ***ประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3–7 วัน โดยพิจารณาจากค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจและแรงงาน เช่น การปิดให้บริการชั่วคราวของร้านอาหารและศูนย์การค้า การจัดส่งสินค้าและอาหาร การเดินทางและท่องเที่ยว สถานีบริการน้ำมัน ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและการเงิน อย่างไรก็ดี ผลกระทบบางส่วนอาจถูกชดเชยในภายหลัง เนื่องจากกิจกรรมบางประเภทเป็นเพียงการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป ขณะที่บางกิจกรรม เช่น การซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และ สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อาจได้รับแรงหนุนจากการเร่งซื้อในช่วงก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ นอกจากนี้ เดือนกันยายนไม่ได้เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสูงมากจึงช่วยจำกัดผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง ***ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นที่ประมาณ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ ราว 0.03–0.11% ของจีดีพี โดยผลกระทบส่วนใหญ่ในระยะแรกเป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายต่อฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง และ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์ หากน้ำท่วมยืดเยื้อ หรือ ขยายวงไปกระทบ โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือ ระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบไม่ได้สิ้นสุดทันทีเมื่อน้ำลด เนื่องจากครัวเรือน และ ภาคธุรกิจยังต้องทยอยรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยผลกระทบจะแตกต่างกันตามฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือของแต่ละครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง เงินออมจำกัด หรือ มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะมีความสามารถในการรองรับความเสียหายต่ำกว่ากลุ่มอื่น ในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และ สภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดถี่ และ รุนแรงขึ้น จะกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งต่อวิถีชีวิต การดำเนินธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และ ภาระทางการคลัง ดังนั้น การเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว (Resilience) จึงจำเป็นต้องดำเนินการในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน การเตือนภัยและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ไปจนถึงกลไกประกันภัย และ เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ภาระจากภัยพิบัติตกอยู่กับครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือ ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว | .  | |