| บีโอไอ เผยทิศทางการลงทุนญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบใหม่ จากฐานการผลิตที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ ต่อยอดสู่การลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ชี้ปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกปีนี้มี 123 โครงการ มูลค่า 3.28 หมื่นล้านบาท ตอกย้ำภาพ ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง ของนักลงทุนญี่ปุ่น นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นยังเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทย และมีบทบาทในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องจักร อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก ญี่ปุ่นลงทุนไทยปี 68 กว่า 1.13 แสนล้านบาท ข้อมูลบีโอไอระบุว่า ปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่ญี่ปุ่นมียอดลงทุนในไทยสูงสุด กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากปีก่อน ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% ส่วนอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร มีมูลค่า 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% และกลุ่มโลจิสติกส์และบริการ มีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการกระจายการลงทุนไปสู่กิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วนมากขึ้น สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการขยายสู่ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง JCC ชี้บริษัทญี่ปุ่นยังเพิ่มลงทุนไทย ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ในไทยช่วงครึ่งแรกปี 2569 จากบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ 504 แห่ง พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในไทย โดย 23% ของบริษัทญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มการลงทุนในไทยในปี 2569 ขณะที่ 48% มีแผนรักษาระดับการลงทุนเดิม รูปแบบการลงทุนส่วนใหญ่เน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม ทั้งการเปลี่ยนเครื่องจักร การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น สะท้อนว่าบริษัทญี่ปุ่นยังเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของฐานผลิตในไทย ค่ายรถญี่ปุ่นเดินหน้าลงทุนรับเทคโนโลยีใหม่ สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ใช้พลังงานสะอาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 ด้านบริษัท มาสด้า ภายใต้บริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิตหลักเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปญี่ปุ่นและอาเซียน ขณะที่บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติม 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกทั่วโลก ส่วนบริษัท ฮอนด้า เตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น ซัพพลายเชนยานยนต์ขยับสู่ชิ้นส่วน EV-ไฮบริด การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยยังขยายไปยังซัพพลายเชนยานยนต์ยุคใหม่ โดยบริษัท แอสเตโม ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์ระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า หรือ PCU Inverter ขณะที่บริษัท ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฮบริด หรือ Hybrid Transmission สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน อิเล็กทรอนิกส์-วัสดุต้นน้ำรับกระแส AI สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง โดยบริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น Multilayer Ceramic Capacitor (MLCC) ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์ ส่วนบริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ “MEGTRON” แห่งแรกในอาเซียน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ขยายลงทุนอากาศยาน-เกษตรอาหาร นอกจากยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนไปยังธุรกิจเทคโนโลยีและกิจการมูลค่าเพิ่มสูง โดยบริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ในเครือ MinebeaMitsumi ลงทุนเพิ่มกว่า 2,600 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูงสำหรับ Airbus และ Boeing พร้อมยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตหลักระดับโลก (Global Core Factory) สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่ม และจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านกลุ่มเกษตรและอาหาร บริษัท โตโย ไซกัน ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 2,470 ล้านบาท เพื่อผลิตเครื่องดื่มจากพืช ผัก ผลไม้ รวมถึงชาและกาแฟ ขณะที่บริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น ลงทุน 840 ล้านบาท ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อนำกลับมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม ครึ่งแรกปี 69 ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริม 3.28 หมื่นล้านบาท สำหรับช่วงครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนต่อเนื่อง จำนวน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท สะท้อนว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนสำคัญ ทั้งนี้ บีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในสาขาใหม่ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย (Regional Headquarters) ปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ กว่า 40% มาจากประเทศญี่ปุ่น “ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวและยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก” นายนฤตม์ กล่าว พร้อมระบุว่า บีโอไอเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนทั้งการยกระดับกิจการเดิมและการลงทุนในสาขาใหม่ เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |