บรรดาผู้นำภาคการเงิน-การคลังทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุม Spring Meetings 2026 ซึ่งจัดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ยอมรับถึงข้อจำกัดในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พร้อมระบุว่า การพึ่งพาอิทธพลของสหรัฐฯ ในการยุติความขัดแย้งในเวทีโลกนั้นไม่อาจสร้างหลักประกันอย่างที่เคยเป็นเหมือนในอดีต สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การประชุมในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–18 เม.ย. ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยบรรยากาศสลับไปมาระหว่างความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากวิกฤตพลังงานและความหวังว่า อิหร่านอาจยุติการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะช่วยให้การไหลเวียนของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นดังกล่าวเริ่มจางหายไปในช่วงวันเสาร์ ท่ามกลางเหตุการณ์โจมตีการเดินเรือระลอกใหม่ IMF และธนาคารโลกให้คำมั่นที่จะสนับสนุนเงินทุนรอบใหม่รวมมูลค่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ให้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน พร้อมทั้งแสดงความยินดีต่อการกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาหลังระงับไปนานถึงเจ็ดปี ทั้งสององค์กรยังได้เตือนนานาประเทศไม่ให้กักตุนน้ำมัน และไม่ให้ใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานที่สูงเกินไปโดยไม่ตรงเป้าหมาย ด้าน จอช ลิปสกี ประธานด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศแห่งสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) กล่าวว่า ยังไม่มีการตัดสินใจในบางประเด็นที่สำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจโลกในที่ประชุม และระบุว่า พัฒนาการที่สำคัญที่สุดในด้านเศรษฐกิจโลกคือเรื่องระหว่างสหรัฐฯ อเมริกากับอิหร่าน ซึ่งหวังว่าจะมีข่าวดีและต้องติดตามกันต่อไป ขณะที่โมฮัมหมัด อัล-จาดาน รัฐมนตรีคลังของซาอุดีอาระเบีย สะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกับเจ้าหน้าที่หลายคนว่า ตนเองยังไม่มั่นใจที่จะคาดการณ์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในทิศทางที่ดี ตราบใดที่เรือบรรทุกน้ำมันยังไม่สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีภายใต้เบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม และราคาพลังงานที่แท้จริงเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อใดที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิด นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับเขาในการประเมินสถานการณ์ต่อไป ในการประชุมรอบนี้ IMF ยังได้เผยรายงาน World Economic Outlook พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 3.1% ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นบวกมากที่สุดในอนาคต อย่างไรก็ดี IMF ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้นโดยอาจเติบโตเพียง 2.5% โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดระบุว่า สงครามที่ยืดเยื้ออาจผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ ขณะที่การหารือเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าในการประชุมปีนี้ไม่เข้มข้นมากนัก เช่นเดียวกับประเด็นสงครามของรัสเซียในยูเครน แม้ว่ารัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 จะให้คำมั่นที่จะรักษาแรงกดดันต่อรัสเซียต่อไปก็ตาม ลิปสกี ยังระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างรุนแรงและฉับพลันตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 และการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ได้สอนให้นานาประเทศได้รับรู้ว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านระเบียบโลกอีกต่อไป และไม่จำเป็นเสมอไปที่สหรัฐฯ จะเป็นผู้หยิบยื่นหนทางแก้ไขปัญหาให้ กรณีที่สะท้อนได้ชัดเจนคือ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เริ่มมาตรการเรียกร้องให้กลุ่มประเทศ G20 รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ดำเนินการร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่ามีการเข้าถึงปุ๋ยอย่างเพียงพอท่ามกลางภาวะอุปทานชะงักงัน แต่หลังจากสงครามผ่านไปแล้วเจ็ดสัปดาห์ มาตรการดังกล่าวกลับช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนและราคาต้นทุนที่พุ่งสูงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในช่วงที่ซีกโลกเหนือกำลังเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ เควิน ชิกา อูรามา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกา (African Development Bank) กล่าวว่าวิกฤตในตะวันออกกลางเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มประเทศในแอฟริกาต้องเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก ขยายฐานภาษีภายในประเทศ และใช้ประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองที่มีอยู่อย่างมหาศาล พร้อมทั้งระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นความปกติรูปแบบใหม่ และความไม่แน่นอนในการกำหนดนโยบายก็ได้กลายเป็นสิ่งที่แน่นอนไปแล้ว ที่มา Reuters |