ธนาคารใหญ่เยอรมนี 18 แห่งเตือนปฏิรูปพลังงานหมุนเวียนอาจกระทบสินเชื่อและการลงทุน
ธนาคารรายใหญ่ในเยอรมนี 18 แห่ง ออกมาเตือนว่าการปฏิรูปกฎหมายพลังงานหมุนเวียนครั้งใหญ่ของรัฐบาล อาจทำให้โครงการพลังงานสะอาดชะงักหรือถูกยกเลิกได้ โดยเฉพาะหากการเปลี่ยนแปลงครอบคลุมทั้ง รายได้ ต้นทุน และ การเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า พร้อมกัน จนทำให้ความแน่นอนในการวางแผนลงทุนหายไป และกระทบการปล่อยสินเชื่อในภาคพลังงานสีเขียว
เหตุผลที่ธนาคารกังวลต่อกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับใหม่
กลุ่มธนาคารที่ลงนามในหนังสือถึงกระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานกำกับดูแลโครงข่ายไฟฟ้าของเยอรมนี ประกอบด้วย Commerzbank, LBBW และ HypoVereinsbank ซึ่งอยู่ในเครือ UniCredit พวกเขาระบุว่า ประเด็นสำคัญคือการปรับลดการชดเชยเมื่อต้องจำกัดการผลิตไฟฟ้า หรือ curtailment payments ในพื้นที่ที่โครงข่ายแน่นอยู่แล้ว หากกฎใหม่ทำให้ผู้พัฒนาพลังงานลมและโซลาร์คาดการณ์รายได้ไม่ได้ ธนาคารก็จะประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตเข้มงวดขึ้นทันที
ในทางปฏิบัติ เมื่อโครงการไม่สามารถคาดการณ์ช่วงเวลาที่ถูกจำกัดการผลิตได้อย่างชัดเจน ธนาคารอาจต้องตั้งสมมติฐานรายได้เผื่อไว้น้อยลง เพิ่มเงินสำรอง หรือปรับสัดส่วนหนี้สินให้เข้มขึ้น สุดท้ายโครงการที่เคยผ่านเกณฑ์อาจไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าธุรกิจพลังงานสะอาดช้าลง
ความเสี่ยงเชิงนโยบายกลายเป็นความเสี่ยงด้านเครดิต
กรณีนี้สะท้อนว่า ความเสี่ยงเชิงนโยบาย สามารถแปรสภาพเป็น ความเสี่ยงด้านเครดิต ได้อย่างรวดเร็ว เพราะการเปลี่ยนกฎกลางคันไม่เพียงกระทบผู้ผลิตไฟฟ้า แต่ยังกระทบทั้งห่วงโซ่การเงิน ตั้งแต่การอนุมัติสินเชื่อไปจนถึงการรีไฟแนนซ์โครงการ หากความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ตลาดอาจเริ่มคิดส่วนลดมูลค่าสินทรัพย์พลังงานสะอาดมากขึ้น และทำให้ต้นทุนเงินทุนสูงขึ้นตามไปด้วย
รัฐบาลเยอรมนีชี้ว่า การปฏิรูปมีความจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาค่าไฟและลดแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้า โดยอ้างถึงความเสี่ยงจากการหยุดเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม มุมมองของธนาคารสะท้อนว่า การเร่งปรับนโยบายโดยขาดความต่อเนื่อง อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของยุโรปสะดุดในระยะสั้น
ผลต่อผู้ลงทุนและธีมพลังงานสะอาดทั่วโลก
สำหรับนักลงทุน ข่าวนี้อาจไม่กระทบตลาดหุ้นไทยโดยตรง แต่เป็นสัญญาณสำคัญสำหรับผู้ที่ถือหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนที่ลงทุนใน โซลาร์ และ ฟาร์มลมในยุโรป เพราะความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจะถูกสะท้อนในราคาสินทรัพย์มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรายได้ของโครงการพลังงานหมุนเวียนเริ่มคาดการณ์ได้ยาก
ในเชิงการจัดพอร์ต นักลงทุนอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่มีความแน่นอนสูงกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูง หรือ ทองคำ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธีมกรีนและหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย รวมถึงเลือกลงทุนผ่านกองทุนที่ประเมินความเสี่ยงด้านนโยบายของแต่ละประเทศอย่างเป็นระบบ
บทเรียนสำหรับตลาดไทยและนโยบายพลังงาน
เมื่อเทียบกับบริบทไทย หากมีการเปลี่ยนแปลงกลไกรับซื้อไฟฟ้าหรือเงื่อนไขสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างกะทันหัน ย่อมกระทบความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าเช่นกัน บทเรียนจากเยอรมนีจึงย้ำว่า ความชัดเจน และ ความต่อเนื่องของนโยบาย สำคัญไม่แพ้ระดับราคาหรือส่วนต่างราคารับซื้อไฟฟ้า
ท้ายที่สุด เงินทุนมักไหลไปหาผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ หากรายได้จากโครงการพลังงานทดแทนมีความไม่แน่นอนสูง กระแสเงินลงทุนในธีมกรีนก็อาจชะลอตัว นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งนโยบายพลังงาน โครงสร้างสินเชื่อ และสภาพคล่องของตลาดอย่างใกล้ชิด ก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั่วโลก