| บล.เมย์แบงก์ มองตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้น หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ชี้ตลาดรับรู้แรงกดดันไปมากแล้ว พร้อมมองดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ไม่รุนแรง หลัง Dot Plot ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยปีหน้า แนะทยอยสะสมหุ้นโลก–สหรัฐฯ–เทคโนโลยี–การเงิน บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST ประเมินว่า ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวหลังผ่านช่วงปรับฐานจากความกังวลเรื่องการกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่ Dot Plot ล่าสุดยังส่งสัญญาณว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้อาจไม่ได้รุนแรงเท่ารอบที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงทรงตัวในปี 2027 ก่อนเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2028–2029 แม้การกลับมาขึ้นดอกเบี้ยจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่การปรับฐานของตลาดในช่วงก่อนการประชุมเฟดได้สะท้อนความกังวลไปมากแล้ว ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยจากนี้มีความชัดเจนมากขึ้น จึงช่วยลดความไม่แน่นอนและเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการอีกครั้ง ข้อมูลจากการศึกษาพฤติกรรมตลาดหุ้นหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดใน 3 วัฏจักรล่าสุด ได้แก่ ปี 2004, 2015 และ 2022 พบว่า ดัชนี S&P 500 มักเผชิญแรงขายในช่วง 1–3 เดือนแรก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ -3.9% และ -6.3% ตามลำดับ ก่อนที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจะกลับมาเป็นบวกประมาณ 3.4% ในช่วง 12 เดือนถัดมา ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การขึ้นดอกเบี้ยมักสร้างแรงกดดันด้านจิตวิทยาต่อตลาดในระยะสั้น แต่หากเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่องและผลประกอบการภาคธุรกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานได้อีกครั้ง กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าและบริการฟุ่มเฟือย การเงิน อาจอ่อนไหวช่วงแรก แต่มีโอกาสฟื้นตามเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) เนื่องจากมูลค่าหุ้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความคาดหวังต่อการเติบโตของกำไรในอนาคต ขณะที่กลุ่มสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยมีความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่อาจชะลอลงตามต้นทุนทางการเงินของผู้บริโภค ส่วนต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวต่อเนื่อง กลุ่มดังกล่าวก็มีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางผลประกอบการ โดยเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรชัดเจนและฐานะการเงินแข็งแกร่ง ในทางกลับกันกลุ่มสุขภาพและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันมีแนวโน้มช่วยเพิ่ม เสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จึงมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ “จำกัดกว่าอดีต” เมย์แบงก์ยังประเมินว่า ขนาดของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยรอบปัจจุบันมีโอกาสจำกัดเมื่อเทียบกับวัฏจักรในอดีต โดย 3 รอบล่าสุด ได้แก่ ปี 2004–2006, 2015–2018 และ 2022–2023 ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ปี และมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมเฉลี่ยประมาณ 3.92% แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.75–4.00% แม้ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 5.50% จะหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.50% ซึ่งยังต่ำกว่าขนาดการปรับขึ้นเฉลี่ยของ 3 วัฏจักรก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงประเมินว่า แรงกระทบจากต้นทุนทางการเงินต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและตลาดหุ้นในรอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่ากับวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยในอดีต โดยเฉพาะหลังตลาดผ่านช่วงปรับฐานจากความกังวลเรื่องนโยบายการเงินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมัน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดแตกต่างไปจากที่ประเมินไว้ปัจจุบันได้ แนะทยอยสะสมสินทรัพย์คุณภาพ กลยุทธ์การลงทุน มองว่าช่วงตลาดผันผวนสามารถใช้เป็นโอกาสทยอยสะสมสินทรัพย์ที่มีศักยภาพระยะกลางถึงยาว โดยเน้นการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นโลก หุ้นสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีและการเงินที่มีโอกาสฟื้นตัวหากเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่น่าสนใจตามมุมมองของเมย์แบงก์ ประกอบด้วย กองทุนหุ้นโลก:ES-GCORE, ES-GQG, KKP PGE-H, UGDIVP; หุ้นสหรัฐฯ: ES-USBLUECHIP, K-USA-A(A), K-US500X-A(A); เทคโนโลยี: KT-TECHNOLOGY-A, DAOL-GTECH, K-GTECH, K-ATECH; การเงิน: KT-FINANCE-A, LHUSFIN-A, M-EUBANK รวมถึง DR หุ้นสหรัฐฯ: SP500US80, SP50001 และ DR กลุ่มเทคโนโลยี: GOOG80, INTEL80, NVDA80, SPACEX80 ทั้งนี้ นักลงทุนควรพิจารณาสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และติดตามทั้งทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ Bond Yield เงินเฟ้อ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังมีโอกาสสร้างความผันผวนให้กับตลาดในระยะข้างหน้า ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |