Krungthai CIO ชี้ตลาดหุ้นโลกฟื้น หลายตลาดทำสถิติสูงสุด หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลาย แนะกลยุทธ์ Stay Invested ควบคู่การกระจายความเสี่ยง และ Buy on Dip

รูป Krungthai CIO ชี้ตลาดหุ้นโลกฟื้น หลายตลาดทำสถิติสูงสุด หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลาย แนะกลยุทธ์ Stay Invested ควบคู่การกระจายความเสี่ยง และ Buy on Dip

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 เม.ย. 69 10:54 น.

Krungthai CIO ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย หนุนหลายตลาดหุ้นโลกทำ All-time High แนะ 3 กลยุทธ์ลงทุนรับมือความผันผวน Stay Invested และหาจังหวะทยอยขายบางส่วนทำกำไร ควบคู่การสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว


ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 20–24 เมษายน 2569 ว่า บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) อีกครั้ง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง จากความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว ช่วยลดความกังวลด้านอุปทานพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นโดดเด่น นำโดยดัชนี S&P 500, NASDAQ 100 และ Nikkei สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time High) ได้อีกครั้ง ส่วนหนึ่งจากจากแรงหนุนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI


อย่างไรก็ตาม Krungthai CIO แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังความผันผวน จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่ยังคงมีอยู่ รวมถึงความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยแนะ 3 กลยุทธ์ลงทุน ได้แก่ การคงสัดส่วนการลงทุนหลัก (Stay Invested) เพื่อรับโอกาสเติบโต การกระจายความเสี่ยง (Diversification) และการเข้าลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลง (Buy on Dip) โดยเน้นจังหวะที่ดัชนีอ่อนตัวบริเวณแนวรับสำคัญ เพื่อเพิ่มส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety)


นอกจากนี้ แนะนำปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตหลัก (Core Portfolio) โดยให้น้ำหนักในกลุ่ม Technology, Semiconductor, Healthcare และ Power Bottleneck และ Renewable Energy ควบคู่ไปกับการลงทุนในหุ้นจีนฝั่ง A-Share ขณะที่การปรับตัวลงของราคาทองคำ มองว่าเป็นโอกาสในการทยอยสะสม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินในระยะยาว


ทั้งนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการฟื้นตัวของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่าย เพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อไป



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

นายศักดิ์ชาย งอกงาม

นายศักดิ์ชาย งอกงาม