| ||||||
.
เคลมผ่านออนไลน์ ใช้ AI ช่วยประเมิน
โครงการจะเปิดให้แจ้งเคลมผ่านเว็บไซต์ LINE Official Account คอลเซ็นเตอร์ และจุดรับแจ้งในพื้นที่ พร้อมเชื่อมระบบยืนยันตัวตน ThaiD โดยผู้เสียหายสามารถระบุบ้านเลขที่ ประเภทภัย ลักษณะความเสียหาย และส่งภาพประกอบ
ระบบ AI จะช่วยตรวจสอบตำแหน่งบ้านเทียบกับพื้นที่ประกาศภัยพิบัติ รวมถึงข้อมูลแผนที่และภาพถ่ายดาวเทียม พร้อมช่วยประเมินค่าซ่อมจากข้อมูลความเสียหาย
หากผู้เสียหายไม่เห็นด้วยกับผลประเมิน สามารถปฏิเสธและขอให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเสียหายเพิ่มเติมได้ เมื่อเอกสารครบและตกลงค่าสินไหมแล้ว บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินภายใน 15 วัน ผ่านพร้อมเพย์หรือบัญชีธนาคารที่มีชื่อตรงกับผู้มีสิทธิรับเงิน
ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมได้ภายใน 2 ปี แต่กรณีแจ้งล่าช้าจะต้องมีหลักฐานยืนยันความเสียหายและสาเหตุของภัยอย่างชัดเจน
รัฐทุ่ม 1.5 หมื่นลบ. ซื้อความคุ้มครอง
ดร.สมพร กล่าวว่า รัฐบาลใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท จัดซื้อความคุ้มครองสำหรับบ้านอยู่อาศัย โดยมีวงเงินคุ้มครองรวมสูงสุด 75,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 5 เท่าของงบประมาณ หากการจ่ายค่าสินไหมสะสมเต็มวงเงิน ส่วนที่เกินจากนี้จะเข้าสู่กลไกเยียวยาของภาครัฐตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนการบริหารความเสี่ยง ภาคประกันภัยจะรับความเสียหายในชั้นแรกไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ขณะที่ส่วนเกิน 5,000 ล้านบาท ถึง 75,000 ล้านบาท มีการทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ
นอกจากนี้ รัฐยังจัดซื้อความคุ้มครองกรณีประชาชนไทยเสียชีวิตจากน้ำท่วม พายุ หรือแผ่นดินไหวในพื้นที่ประกาศภัยพิบัติ โดยกรณีเสียชีวิตได้รับความคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อราย และกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร 200,000 บาท โดยต้องมีแพทย์รับรอง
สำหรับความเสียหายจากภัยพิบัติรอบปัจจุบัน สมาคมฯ ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายรวมของบริษัทประกันภัยได้ เนื่องจากสถานการณ์ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ทั้งนี้ มีบริษัทประกันภัยเข้าร่วมโครงการรวม 11 บริษัท ได้แก่ กรุงเทพประกันภัย, กรุงไทยพานิชประกันภัย, คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย), ทิพยประกันภัย, ไทยไพบูลย์ประกันภัย, ประกันภัยไทยวิวัฒน์, ฟอลคอนประกันภัย, เมืองไทยประกันภัย, วิริยะประกันภัย, เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) และไอแคร์ ประกันภัย
.









