เมื่อฮอร์มุซปิด ทองคำจะเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้หรือไม่?

รูป เมื่อฮอร์มุซปิด ทองคำจะเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้หรือไม่?

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 มี.ค. 69 10:28 น.


ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ลุกลามและกระทบเสถียรภาพการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานหลักของโลก สร้างผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และบีบให้ตลาดการเงินต้องทบทวนสมมติฐานเดิมเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อีกครั้ง โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย หลังประเมินว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอาจทำให้การนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เป็นไปได้ยากและอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้

 

ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็น “ช็อกด้านอุปทาน” ที่มีลักษณะกระตุ้นเงินเฟ้อโดยตรง เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวกระทบต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นทางที่รองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลก หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมากจากตะวันออกกลาง แต่ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือและความเสี่ยงต่อการดำเนินงานของท่าเรือส่งออกในภูมิภาค ทำให้ตลาดพลังงานตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมากกว่า 15% และ WTI เพิ่มขึ้นราว 14% ภายในเวลาไม่กี่วัน สะท้อนความกังวลของตลาดต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงาน

 

ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค สถาบันการเงินหลายแห่งประเมินว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้น อีก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและยังทรงตัวในระดับสูง อาจทำให้เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2–0.3% และส่งผลต่อกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภค แต่ผลต่อเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่า เพราะการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10% อาจผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้อรายปีอาจกลับเข้าใกล้ระดับ 3% ในระยะสั้น หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากถึง 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้ออาจสูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมถึง 1%

 

ดังนั้น “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อาจเกิดผลกระทบระลอกสอง ทำให้เฟดไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ตามแผน โดยล่าสุดความคาดหวังเงินเฟ้อระยะสั้นในตลาดพันธบัตรได้ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น โดยยอมรับว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อระยะใกล้ และจำเป็นต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย ทั้งนี้ ตลาดส่วนใหญ่ประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงราว 3.50% - 3.75% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง และอาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไปจนกว่าจะเห็นสัญญาณเงินเฟ้อชะลอลงอย่างชัดเจน

 

แม้ในอดีตเฟดมักมองข้ามแรงกระแทกด้านอุปทานที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่หากแรงกดดันจากราคาพลังงานยืดเยื้อและลุกลามสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน เฟดอาจเผชิญข้อจำกัดในการส่งสัญญาณผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่หากผู้บริโภครับรู้ว่าค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายอาจชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างมากกว่าหนึ่งไตรมาส

 

ในระยะสั้น ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความตรึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากผลของราคาน้ำมันที่สูงทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรวมถึงค่าเงินดอลลาร์ที่ปรับขึ้นตาม ก็อาจเป็นปัจจัยที่กลับมากดดันราคาทองคำในเชิงต้นทุนค่าเสียโอกาสได้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ทิศทางทองคำในระยะถัดไปอาจขึ้นอยู่กับดุลยภาพระหว่าง “แรงหนุนจากความเสี่ยงและเงินเฟ้อ” กับ “แรงกดดันจากดอกเบี้ยที่สูงนานขึ้น” หากตลาดเชื่อว่าเฟดจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงยาวนาน ทองคำอาจเผชิญแรงขายทำกำไร แต่หากความตึงเครียดลุกลามและสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงสำคัญของระบบการเงินโลก โดยมีเป้าหมายราคาทองคำอยู่ที่ 5,585 ดอลลาร์ (หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 81,350 บาทต่อบาททองคำ)

 

สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลกอาจทำให้ค่าเงินบาทผันผวนตามไปด้วย โดยจะส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศ ซึ่งมักปรับตัวสูงกว่าราคาทองคำโลกในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า

 

ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อน “ความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลก” ได้ดีที่สุด และอาจกลับมาเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้ หากการสู้รบลุกลามเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

 


เกี่ยวกับฮั่วเซ่งเฮง
ฮั่วเซ่งเฮงเป็นผู้นำในธุรกิจทองคำ เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2493 ปัจจุบันมีการดำเนินธุรกิจใน 4 กลุ่มหลักด้วยกันคือ 1) บริษัท ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง จำกัด จำหน่าย-รับซื้อทองคำแท่งและทองรูปพรรณ มีทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ สาขาเยาวราช 4 แห่ง สาขาซีคอนศรีนครินทร์ และสาขาสีลมคอมเพล็กซ์ / ฮั่วเซ่งเฮง ช้อปออนไลน์ ประกอบธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ จำหน่ายทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ ผ่านระบบออนไลน์ 2) บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัซ จำกัด ให้บริการลงทุนซื้อ-ขายทองคำผ่านระบบออนไลน์และแอปพลิเคชัน อันได้แก่ “GOLD ONLINE 96.5% และ 99.99%” ให้บริการลงทุนทองคำแท่ง 96.5% และ 99.99% / “ออมทอง” ให้บริการเก็บออมทองคำ เริ่มต้นขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท / แอปพลิเคชัน “GOLD NOW” ให้บริการลงทุนทองคำโดยไม่ต้องวางเงินค้ำประกัน และ “ออม NOW” ให้บริการออมทองคำซึ่งอยู่ในแอปฯ เดียวกัน / แอปพลิเคชัน “USD GOLD TRADE” ให้บริการลงทุนทองคำ 99.99% ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 3) บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ดำเนินธุรกิจนายหน้าซื้อ-ขายสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าสินค้าประเภทโลหะมีค่าในตลาด TFEX แห่งประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 4) บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง สิงคโปร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจซื้อ-ขายทองคำในตลาดต่างประเทศ

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ

เมื่อฮอร์มุซปิด ทองคำจะเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้หรือไม่?