ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีเชื่อมั่นฯ ก.พ.สูงสุดรอบ 9 เดือน เผย 3 ฉากทัศน์ผลกระทบตะวันออกกลาง

รูป ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีเชื่อมั่นฯ ก.พ.สูงสุดรอบ 9 เดือน เผย 3 ฉากทัศน์ผลกระทบตะวันออกกลาง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 มี.ค. 69 15:41 น.

 


ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.69 สูงสุดในรอบ 9 เดือน หลังเศรษฐกิจศก.ไทยปี 68 โตดีกว่าคาด พร้อมเสนอ 5 มาตรการบริหารราคาพลังงาน ทั้งขยายเพดานดีเซล 35 บาท/ลิตร เพิ่มไบโอดีเซล ลดภาษีน้ำมัน แล เผย 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง


นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และมาตรการบริหารราคาพลังงาน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้


- ผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (ไม่รวมผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน) ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569


- เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% ดีกว่าที่คาด และปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2.0% ประกอบกับความหวังที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น


- ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 47.3 51.5 และ 62.4 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมกาคม ที่อยู่ในระดับ 46.4 50.5 และ 61.6 ตามลำดับ


- การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง


- ตลอดจนผลกระทบจาก ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง


- ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 52.8 เป็น 53.7 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้


- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 36.3 เป็น 37.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 60.9 มาอยู่ที่ระดับ 61.7 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน


- ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วภายใน 1 เดือนหรือจะยืดเยื้อยาวนาน


ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ได้นำเสนอมาตรการบริหารราคาพลังงาน การยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ และลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ดังนี้


1. ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร โดยการขยับเพดานขึ้นครั้งละ 0.50-1.00 บาท ไปจนถึงระดับราคาที่ 35 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ รายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้


2. เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง


3. กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยในช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาท/ลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร


4. ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลงจากเดิม 3-5 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยลดผลภาระประชาชนได้โดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ แต่ถือเป็น cost ที่คาดการณ์ได้ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน


5. มาตรการประหยัดพลังงาน และรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้



ประเมิน 3 ฉากทัศน์ ภายใต้ภาวะสงครามตะวันออกกลาง

หัวข้อการประเมิน กรณีที่ 1: ระยะสั้น (1 เดือน) กรณีที่ 2: ยืดเยื้อ (3 เดือน) กรณีที่ 3: ขยายวงกว้าง (6 เดือน)
โอกาสเกิด (Probability) 45% 45% 10%
สถานการณ์ ความขัดแย้งจำกัดวง คลี่คลายเร็ว สงครามยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซปิด สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ
ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย ~$90 / bbl ~$90 / bbl ~$100 / bbl
ราคาก๊าซธรรมชาติ ~$15 / MMBTU ~$20 / MMBTU ~$20 / MMBTU
ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น -23,307 ล้านบาท -80,019 ล้านบาท -202,885 ล้านบาท
มูลค่าส่งออกลดลง -32,510 ล้านบาท -97,531 ล้านบาท -195,062 ล้านบาท
รายได้ท่องเที่ยวลดลง -8,970 ล้านบาท -20,800 ล้านบาท -29,250 ล้านบาท
รวมความเสียหาย (ล้านบาท) -64,787 -198,350 -427,197
ผลกระทบต่อ GDP -0.35% -1.07% -2.31%





แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีเชื่อมั่นฯ ก.พ.สูงสุดรอบ 9 เดือน เผย 3 ฉากทัศน์ผลกระทบตะวันออกกลาง