บมจ.สยามราชธานี หรือ SO เดินหน้าสร้าง Value Creation ผ่านโครงการ JUMP+ ชู 2 ธุรกิจหลัก Outsource และ Technology Service ขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มลูกค้า ตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ย 10-13% ต่อปี จากการขยายลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพสูง ลุยแผน “SMARTOPS 2.0” พัฒนา ERP In-house 21 ระบบ ลดต้นทุนกว่า 85 ล้าน รักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง วางเป้ากำไรสุทธิแตะ 299 ล้านบาทภายในปี 2571 พร้อมยกระดับสู่ Work from Anywhere และ Cybersecurity มาตรฐานสากล เน้นบริหารความเสี่ยงด้วย Agile คุมงบ-เวลา เสริมความสามารถแข่งขันและสร้างผลตอบแทนยั่งยืน นางสาวกัณธิมา แจ้งวันสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ประกอบการธุรกิจหลัก 2 รูปแบบเพื่อ Transformation องค์กรของลูกค้า คือธุรกิจบริการเอาท์ซอร์ส (Outsource Service) และธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยี (Technology Service) เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ภายใต้โครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่าน 2 ธุรกิจหลักคือบริการเอาท์ซอร์ส (Outsource Service) และบริการด้านเทคโนโลยี (Technology Service) เพื่อขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มองค์กรของลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมตั้งเป้ารักษาอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยที่ 10-13% ต่อปี จากการขยายฐานลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและกำไรสูง โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารงานตามหลัก ESG และธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ เพื่อสื่อสารทิศทางธุรกิจเชิงรุกและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยแผนยุทธศาสตร์ "SMARTOPS 2.0" ภายใต้โครงการ JUMP+ มุ่งยกระดับขีดความสามารถองค์กรผ่านการพัฒนาโมเดิร์นซอฟต์แวร์ ERP รูปแบบ Cloud-based Web Application ด้วยทีมงานภายใน (In-house Development) รวม 21 ระบบ เพื่อทดแทนระบบเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี โดยตั้งเป้าประหยัดต้นทุนด้านไอทีได้กว่า 85 ล้านบาท และคาดว่าจะรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันเป้าหมายกำไรสุทธิรวมแตะ 299.12 ล้านบาท ภายในปี 2571 ควบคู่ไปกับการวางรากฐานระบบให้รองรับการทำงานแบบ Work from Anywhere ได้สมบูรณ์ 100% และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์สู่ระดับสากล เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยไม่ยึดติดกับผู้ให้บริการรายใด นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งเน้นการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (In-House IT) ต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยในปี 2569 จะเริ่มต้นที่ระบบ Operations & HR ตามด้วยปี 2570 กับระบบ Finance & Compliance และปิดท้ายปี 2571 ด้วยการเพิ่มศักยภาพระบบ HR Core & Asset ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้วางมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะด้านความล่าช้าในการพัฒนาระบบ ซึ่งหากล่าช้า 1 ปี อาจสูญเสียโอกาสในการประหยัดต้นทุนสูงถึง 28 ล้านบาทต่อปี จึงเลือกใช้แนวทาง Agile Methodology และการควบคุมงบประมาณอย่างรัดกุม เพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการเป็นผู้นำธุรกิจ Outsource ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล "การวางแผนอย่างเป็นระบบภายใต้โครงการ JUMP+ จะช่วยให้ SO สามารถทรานส์ฟอร์มองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างโครงสร้างต้นทุนที่ได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว" นางสาวกัณธิมา กล่าว |