| ส.อ.ท.จับตาสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่ แม้ฝนเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา-แม่กลอง จากน้ำเหนือ ฝนสะสม และการระบายน้ำ ขณะที่ภาคตะวันออกยังมีน้ำในอ่างสูง 85% แนะผู้ประกอบการย้ายวัตถุดิบ-ทรัพย์สินสำคัญขึ้นที่ปลอดภัย ตรวจระบบไฟฟ้า-เครื่องจักร และทบทวนแผน BCP รับมือความเสี่ยงต่อการผลิตและโลจิสติกส์ นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ขอให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก โดยย้ายวัตถุดิบ สารเคมี อุปกรณ์ และทรัพย์สินสำคัญไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบสูบน้ำ แนวกั้นน้ำ และจุดเสี่ยงน้ำเข้าสถานประกอบการ นอกจากนี้ ควรเตรียมมาตรการดูแลพนักงานและการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ พร้อม ทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ให้พร้อมใช้งาน ครอบคลุมการผลิต แรงงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ระบบไฟฟ้าและน้ำ ซัพพลายเออร์ ลูกค้า และซัพพลายเชน เพื่อรองรับกรณีธุรกิจได้รับผลกระทบหรือหยุดชะงัก สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำเข้าท่วมแล้ว ต้องเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของบุคลากร ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร สารเคมี น้ำมัน ระบบบำบัดน้ำเสีย กากอุตสาหกรรม และของเสียอันตราย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มแม่กลองที่ยังต้องติดตามน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำและการบริหารการระบายอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมต้องบริหารความเสี่ยงแบบรายพื้นที่ และทบทวน BCP ให้พร้อมใช้งาน เพื่อรักษาความปลอดภัย ความต่อเนื่องของธุรกิจ และลดผลกระทบต่อ Supply Chain ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ThaiWater/สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับมาตรการรับมือให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ยังติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินว่า แม้แนวโน้มฝนโดยรวมจะเริ่มลดลง แต่ ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากแต่ละพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยแตกต่างกัน ทั้งฝนสะสม น้ำหลาก น้ำเหนือ การระบายน้ำในลุ่มน้ำหลัก รวมถึงระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.ย. 2569 พบว่า ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 61,808 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 77% ของความจุเก็บกัก โดยภาคตะวันตกมีน้ำในอ่างประมาณ 89% และภาคตะวันออก 85% ขณะที่ปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ระยอง 289 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 238 มิลลิเมตร ระนอง 135 มิลลิเมตร อุทัยธานี 110 มิลลิเมตร และสุพรรณบุรี 92 มิลลิเมตร กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ช่วงวันที่ 29 ก.ย.-3 ต.ค. 2569 ประเทศไทยจะมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง จึงยังต้องติดตามฝนสะสม น้ำหลาก และมวลน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำอย่างใกล้ชิด จับตาเจ้าพระยา น้ำเหนือเพิ่ม-ระบายสูงขึ้น สำหรับ ลุ่มเจ้าพระยา ส.อ.ท.ระบุว่า ยังต้องจับตาการระบายน้ำและพื้นที่ตอนกลางถึงตอนล่าง โดยข้อมูลวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นจากวันก่อน ระดับน้ำอยู่ที่ 22.47 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 3.23 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานอยู่ระหว่างพิจารณากรอบการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,000-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแนวทางควบคุมการระบายจริงไม่เกินประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำเหนือและฝนในพื้นที่ หากมีการเพิ่มการระบายน้ำ ระดับน้ำในพื้นที่ตอนกลางและตอนล่างอาจปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องติดตามพื้นที่แนว ชัยนาท-สิงห์บุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา-ปทุมธานี-นนทบุรี ต่อเนื่องถึงกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ รวมถึงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและระบบโลจิสติกส์ สำหรับภาคอุตสาหกรรม ส.อ.ท.แนะนำให้ติดตามข้อมูลสถานี C.2 การระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำตามสถานีระหว่างทาง และสถานี C.29 บางไทร เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับมาตรการรับมือและแผน BCP สำหรับพื้นที่ตอนล่าง แม่กลองเสี่ยง หลังเตือนเพิ่มการระบาย ด้าน ภาคตะวันตกและลุ่มแม่กลอง ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามใกล้ชิด หลังมีทั้งฝนสะสมสูง ปริมาณน้ำในอ่างอยู่ในระดับสูง และมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังไหลเข้าสู่ระบบ กาญจนบุรีมีปริมาณฝนสูงสุดของภาคที่ 238 มิลลิเมตร ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำของภาคตะวันตกอยู่ที่ประมาณ 89% ของความจุ ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 13 ออกหนังสือแจ้งเตือนการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลอง มากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และระดับน้ำท้ายเขื่อนมีแนวโน้มสูงขึ้น ข้อมูล ณ วันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. เขื่อนแม่กลองระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 1,313 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน 22.40 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง และท้ายเขื่อน 15.93 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ที่ต้องติดตาม ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่นอกแนวป้องกันน้ำท่วม รวมถึงต้องติดตามเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนแก่งกระจาน เนื่องจากฝนสะสมและปริมาณน้ำในระบบอ่างจะมีผลต่อการบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไป ความเสี่ยงดังกล่าวครอบคลุมทั้งสถานประกอบการ แรงงาน เส้นทางขนส่ง วัตถุดิบ การส่งมอบสินค้า และระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงพื้นที่ภาคตะวันตกกับสมุทรสาคร กรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่าง ส่วน ภาคตะวันออก ยังต้องเฝ้าระวังจากฝนสะสมสูง แม้ปริมาณฝนในบางพื้นที่เริ่มลดลง โดยน้ำในอ่างเก็บน้ำของภาคอยู่ที่ประมาณ 2,695 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 85% ของความจุ ระยองมีปริมาณฝนสูงสุดของภาคที่ 289 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ นครนายก ซึ่งมีน้ำจากเขาใหญ่ไหลลงเขื่อนขุนด่านปราการชลต่อเนื่อง ปราจีนบุรีที่รับมวลน้ำจากแควหนุมานและคลองพระปรง สระแก้วที่มีการบริหารการระบายน้ำคลองพระสะทึง และฉะเชิงเทราที่ต้องติดตามอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและแม่น้ำบางปะกง รวมถึง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ที่ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำ การระบายน้ำ และผลกระทบต่อชุมชน ระบบคมนาคม และฐานอุตสาหกรรม |