| XO มั่นใจผลงานปี 69 โตตามเป้า 10% รายได้แตะ 2,400 ลบ. หลังออเดอร์ยุโรป-โอเชียเนียฟื้นตัว คาด Q3/69 โต 12-15% จากไตรมาสก่อน พร้อมขยายจุดขายในเยอรมนี-ตลาดใหม่ หวังยอดขายระยะยาวแตะ 4,000 ลบ. ลุ้นก้าวขึ้นผู้ผลิตซอสศรีราชาเบอร์ 1 ของโลก นายจิตติพร จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO เปิดเผยว่าในปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตกว่า 10% หรือแตะระดับประมาณ 2,400 ล้านบาท จากปี 68 ที่ระดับ 2,160 ล้านบาท และมั่นใจว่ากำไรสุทธิทั้งปี 69 จะเติบโตสูงกว่าปีก่อน โดยทิศทางครึ่งปีหลัง 69 จะเร่งตัวขึ้นอย่างเด่นชัด โดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 3/69 รายได้จะเติบโต 12-15% เทียบไตรมาส 2/69 และไตรมาส 4/69 ยังมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่ชัดเจน ทั้งนี้บริษัทฯ จะคงอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ในระดับเป้าหมายที่ประมาณ 40-45% เร่งขยายตลาดยุโรป-ตะวันออกกลาง ดันยอดขายต่อสาขา ปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของลูกค้ายุโรปและโอเชียเนีย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลูกค้ามีการสั่งซื้อล่วงหน้าเพื่อทำโปรโมชันจนเกิดภาวะสต็อกเกิน (Overstock) จากการสั่งซื้อไปทำโปรโมชันก่อนหน้านี้ โดยใช้สต๊อกสินค้าเดิมหมด จึงเริ่มส่งคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาหนุนยอดขาย นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเดินหน้าเพิ่มยอดขายจากการขยายสาขาวางจำหน่าย เช่น ในเยอรมนี ซึ่งมีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ประมาณ 11,000 สาขา ปัจจุบันสินค้าของ XO วางขายอยู่ประมาณ 5,000 - 6,000 สาขา โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายขยายการเข้าถึงเป็น 8,000 สาขา ขณะเดียวกันจะเพิ่มรายการสินค้าในสาขาเดิมจากที่มีวางขาย 2-3 รายการ ให้เป็นสินค้าขายดีอย่างน้อย 5-6 รายการ ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายต่อสาขาได้ทันที อีกทั้งบริษัทฯ ยังขยายไปยังภูมิภาคและตลาดใหม่ โดยการรุกตลาดกลุ่มยุโรปตะวันออก ยุโรปกลาง และยุโรปเหนือ ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคเอื้อต่อการเปิดรับรสชาติสินค้า รวมถึงตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง (Middle East) เริ่มเห็นการเติบโตที่ดีจากกลุ่มลูกค้ารายใหม่ ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ประมาณ 5-7 SKUs ต่อปี เพื่อกระตุ้นยอดขายและเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ด้านต้นทุนวัตถุดิบ เช่น พริก น้ำตาล กระเทียม และบรรจุภัณฑ์ แม้มีความผันผวนและราคาปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง แต่บริษัทฯ วางแผนบริหารจัดการและล็อกราคาไว้ล่วงหน้าทำให้ผลการดำเนินงานโดยรวมยังคงรักษาเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพ ปี 70 คาดรายได้โต 5-10% หวังแผนระยะยาวยอดขาย 4 พันลบ. ขึ้นเบอร์ 1 ซอสศรีราชาโลก สำหรับในปี 70 คาดหวังการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 5-10 % โดยแผนระยะยาวในอนาคต บริษัทฯ วางเป้าหมายดันยอดขายสู่ระดับ 3,000 ล้านบาท และในระยะถัดไปตั้งเป้าหมายใหญ่ที่ 4,000 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตซอสศรีราชาอันดับ 1 ของโลก ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ เดินหน้าลงทุนสร้างโรงงานใหม่เพื่อรองรับกำลังการผลิตระยะยาว "เท่าที่ผมเข้าใจ ตอนนี้เราคือเบอร์ 2 ของโลก เบอร์ 1 คือ หุยฟง (Huy Fong)... เป้าหมายของเราคือต้องการทำให้ซอสศรีราชาดังไปทั่วโลก เพราะจริงๆ แล้ว ซอสศรีราชาเป็นของคนไทย ไม่ใช่ของคนเวียดนาม วันนี้เราเป็นเบอร์ 2 เป้าหมายคือวันหนึ่งเราอยากขึ้นเป็นเบอร์ 1 เพราะถ้าซอสศรีราชาของคนไทยสามารถเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้ มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว... ถ้าเราดันยอดขายขึ้นไปถึงอย่างน้อย 4,000 ล้านบาท เราก็น่าจะขึ้นแซงชนะเขาได้" นายจิตติพรกล่าว โรงงานใหม่งบ 1,300 ลบ. คาดเริ่มส่งออก Q3/71 เพิ่มกำลังผลิตสูงสุดแตะ 8 พันลบ./ปี สำหรับความคืบหน้าโรงงานใหม่ ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งบริษัทฯ ใช้เงินลงทุน 1,300 ล้านบาท โดยเป็นเงินกู้จากธนาคาร 70% และอีก 30% มาจากเงินสดหมุนเวียนของบริษัท ปัจจุบันเริ่มสั่งซื้อเครื่องจักรและเริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยมีกำหนดการสร้างเสร็จและเริ่มส่งออกเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3/71 และเมื่อโรงงานใหม่ก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการ จะทำการยกเลิกและถอดเครื่องจักรจากโรงงานแหลมฉบัง(โรงงามแห่งเก่า) ออกทั้งหมด เพื่อควบรวมกำลังการผลิตมาอยู่ที่โรงงานอมตะและโรงงานใหม่ (โรจนะ) แทน ทั้งนี้โรงงานเดิม (แหลมฉบัง + อมตะ ระยอง) มีกำลังการผลิตส่งออกรวมสูงสุดประมาณ 3,300 ล้านบาท/ปี (ปัจจุบันใช้อัตรากำลังการผลิตอยู่ราว 67%) โดยโรงงานใหม่จะเพิ่มกำลังการผลิตส่งออกได้อีก 4,200 ล้านบาท/ปี (คิดคำนวณแบบ 1 กะ/วัน) และหากเดินเครื่องเต็ม 2 กะ จะรองรับยอดขายได้สูงสุดถึงกว่า 8,000 ล้านบาท/ปี ภาษีสหรัฐฯ กระทบน้อย หลังยอดขายเพียง 10 ลบ. จับตา FTA ไทย-EU หนุนแข่งขัน กรณีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ บริษัทไม่มีความกังวล เนื่องจากสัดส่วนยอดขายไปสหรัฐฯ คิดเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมทั้งหมด โดยปัจจุบันยอดขายจากสหรัฐฯ มีประมาณ 10 ล้านบาท โดยการส่งออกหลักไปทวีปยุโรป (Europe) คิดเป็นสัดส่วน 82%, ทวีปเอเชีย (Asia) ประมาณ 7%, โอเชียเนีย (Oceania) ประมาณ 6% และอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้รวมกันประมาณ 3% ส่วนประเด็นการตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) เมองว่าหากข้อตกลงประสบความสำเร็จจะเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวก ที่ช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทฯ เน้นการค้าขายด้วยสกุลเงินบาทเป็นหลัก สูงกว่า 70% ซึ่งช่วยลดความผันผวนจากเงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐย้อนหลัง 5 ปี พบว่าเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 30-33 บาท/ดอลลาร์ ประกอบกับการคำนวณต้นทุนสินค้าของบริษัทใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่า 33 บาท/ดอลลาร์ จึงทำให้บริษัทยังคงได้รับผลประโยชน์จากกำไรส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบัน ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะระยองบนพื้นที่สูง ส่วนโรงงานที่แหลมฉบัง และเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศยังคงเปิดดำเนินงานได้ตามปกติ ส่วนสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้ปรับนโยบายให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน
|