ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงในวันศุกร์ (27 มี.ค.) โดยดัชนีทั้งสามปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 เดือน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เข้าสู่ภาวะปรับฐาน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาหนึ่งเดือนยังคงกดดันความต้องการเข้าถือสินทรัพย์เสี่ยง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 45,166.64 จุด ลดลง 793.47 จุด (-1.73%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,368.85 จุด ลดลง 108.31 จุด (-1.67%) และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 20,948.36 จุด ลดลง 459.72 จุด (-2.15%) ดัชนีดาวโจนส์, S&P 500 และแนสแดคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี โดยดาวโจนส์ลดลงกว่า 10% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 10 ก.พ. บ่งชี้ว่า เข้าสู่โซนปรับฐานเรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ดัชนีแนสแดคเข้าสู่การปรับฐานไปแล้ว ขณะที่ Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีแรกที่ส่งสัญญาณนี้เข้าสู่การปรับฐานไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ดัชนี CBOE Volatility Index ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของวอลล์สตรีท เพิ่มขึ้น 3.61 จุด ปิดที่ 31.05 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2025 ตลาดแทบไม่ตอบรับหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เผยว่า จะให้เวลาอิหร่านอีก 10 วันเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติสงคราม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในอิหร่านได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน และคาดว่า ปฏิบัติการจะสิ้นสุดภายในไม่กี่สัปดาห์ แม้จะมีการส่งกำลังเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น 5.46% ที่ระดับ 99.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 4.22% ปิดที่ 112.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบรายสัปดาห์ ราคายังแทบไม่เปลี่ยนแปลง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น ปุ๋ย เนื่องจากผลของสงครามอิหร่าน ได้กระตุ้นความกังวลที่เงินเฟ้อจะขยับสูงขึ้น และลดความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางอื่น ๆ จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง นักลงทุนในตลาดการเงินคาดการณ์ว่า การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ จากเดิมก่อนเกิดความขัดแย้ง ตลาดคาดว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง อีกทั้งยังประเมินว่ามีโอกาสประมาณ 25% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. แอนนา พอลสัน ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย ยอมรับถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจากสงคราม แต่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงผลกระทบต่อนโยบายการเงินในระยะสั้น เคน โพลคารี หุ้นส่วนและหัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ SlateStone Wealth กล่าวว่า ภาพรวมตลาดมีทิศทางลบอย่างชัดเจน และเข้าสู่ภาวะปรับฐานแล้ว แม้จะเป็นโอกาสการลงทุนในระยะยาว แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่ตลาดจะปรับตัวลงต่ออีกประมาณ 15-20% สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่รายงานล่าสุด ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือนมี.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 53.3 ชะลอลงจากระดับ 56.6 ในเดือนก.พ. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 54.0 ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นขนาดใหญ่กดดันดัชนี S&P 500 โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยหุ้น Nvidia ที่ลดลง 2.2% ขณะที่ Amazon ร่วงลง 4% - หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เผชิญแรงขายรอบใหม่ โดยดัชนีหุ้นซอฟต์แวร์และบริการของ S&P 500 ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย. 2023 - หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง 3.1% ปิดลบมากที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้น Carnival ที่ร่วงลง 4.3% หลังปรับลดคาดการณ์กำไรทั้งปี ขณะที่หุ้น Norwegian ร่วงลง 6.9% ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,130 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20,400 ล้านหุ้น ในช่วง 20 วันทำการที่ผ่านมา - ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 3.38 ต่อ 1 หุ้น - ตลาดหลักทรัพย์แนสแดคมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 3.62 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 22 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 27 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 25 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 355 ตัว ที่มา Reuters |